หน้าแรก Networking & Wireless Fiber Optic ทดสอบสายเคเบิล เพื่อระบบ AV ที่ให้ภาพสมบูรณ์แบบที่สุด

ทดสอบสายเคเบิล เพื่อระบบ AV ที่ให้ภาพสมบูรณ์แบบที่สุด

แบ่งปัน


ไม่ว่าจะเป็นการประชุมผ่านวิดีโอหรือป้ายภาพแบบดิจิตอลนั้น ส่วนใหญ่คุณก็มักได้รับการร้องขอจากลูกค้าให้ติดตั้งระบบสายเคเบิลที่รองรับระบบภาพและเสียงหรือ Audio-Visual (AV)

ซึ่งรูปแบบการใช้งานเหล่านี้นิยมใช้การสื่อสารข้อมูลวิดีโอบนระบบ HDBaseT หรือผ่านเครือข่ายไอพีทั้งสิ้น ยิ่งมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างตอนนี้ ก็ทำให้สามารถส่งต่อกระแสไฟฟ้าไปยังอุปกรณ์แสดงภาพวิดีโอได้พร้อมๆ กับสัญญาณข้อมูลวิดีโอบนสายเคเบิลเส้นเดียวกันได้ ดังนั้นเวลาติดตั้งและทดสอบระบบสายเคเบิลที่เตรียมไว้รองรับระบบ AV เหล่านี้ จึงจำเป็นที่ต้องทำความเข้าใจวิธีการทดสอบที่ดีที่สุดเพื่อให้มั่นใจได้ว่าลูกค้าจะได้การแสดงภาพที่สมบูรณ์แบบตามที่คาดหวัง

ถึงเป็นโปรโตคอลคนละแบบ แต่ก็มีหลักการ และใช้เครื่องมือทดสอบตัวเดียวกันได้
HDBaseT เป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อทางอิเล็กทรอนิกส์ระดับคอนซูเมอร์ และสำหรับเชิงพาณิชย์ที่ไว้ส่งต่อสัญญาณวิดีโอความละเอียด 4K แบบไม่บีบอัด, ข้อมูลเสียง, สัญญาณอีเธอร์เน็ต 100BaseT, กระแสไฟฟ้า, และสัญญาณควบคุมอีกหลายแบบ บนระบบสายเคเบิลทองแดงเดียวกันที่ลากได้ไกลถึง 100 เมตร ถึงแม้จะฟังดูเหมือนระบบวิดีโอแบบไอพีธรรมดา การลาดสายเคเบิลและการเชื่อมต่อก็ดูคล้ายกัน แต่จริงๆ ถือว่าใช้โปรโตคอลคนละแบบกันเลย สิ่งที่แตกต่างจากวิดีโอแบบไอพีที่ส่งต่อข้อมูลเป็นแพ็กเก็ตบนเครือข่ายโดยอาศัยระบบอีเธอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์เครือข่ายทั่วไปอย่างสวิตช์และเราเตอร์ก็คือ HDBaseT ไม่ได้สื่อสารแบบใช้แพ็กเก็ตข้อมูล แต่ใช้ตัวส่งและตัวรับของ HDBaseT โดยเฉพาะที่แยกออกจากเครือข่ายข้อมูลทั่วไป

แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้สร้างอุปสรรคให้คุณเพิ่มแต่อย่างใด เนื่องจากทั้ง HDBaseT และวิดีโอแบบไอพีต่างก็วิ่งข้อมูลบนสายเคเบิลแบบเดียวกัน จึงมีการติดตั้งด้วยระเบียบวิธีตามมาตรฐานเดียวกัน รวมทั้งใช้ค่าพารามิเตอร์วัดประสิทธิภาพตัวเดียวกันด้วย ดังนั้นถ้าเราใช้สายเคเบิลแบบ Category 6A สำหรับติดตั้งระบบไม่ว่ากับ HDBaseT หรือวิดีโอแบบไอพีแล้ว ก็ต่างต้องผ่านการตรวจสอบเทียบมาตรฐานของ TIA Category 6A ทั้งสิ้น โดยเฉพาะถ้าคุณต้องการได้การรับประกันจากผู้ผลิตด้วย

หนึ่งในค่าพารามิเตอร์ด้านประสิทธิภาพที่มีผลมากที่สุดเวลาที่ต้องการการแสดงภาพที่สมบูรณ์แบบก็คือ ค่าความต่างของดีเลย์ในการส่งข้อมูลหรือ Propagation Delay Skew ซึ่งค่าดีเลย์ในการส่งต่อ (หน่วยเป็นนาโนวินาที) นี้เป็นเวลาที่ใช้ในการส่งต่อสัญญาณไปยังตัวรับที่ปลายอีกด้านหนึ่งของลิงค์หรือช่องสัญญาณ ดังนั้นค่าความต่าง (Skew) ของดีเลย์การส่งต่อก็คือค่าดีเลย์การส่งต่อที่แตกต่างจากคู่สายหนึ่งเทียบกับอีกคู่สายในกลุ่มทั้งสี่คู่สายย่อยของสายเคเบิลแบบบิดเกลียวคู่ ซึ่งสัญญาณวิดีโอ RGB ความละเอียดสูงที่มีการส่งสัญญาณแต่ละสีแยกกันบนแต่ละคู่สายนั้น ยิ่งมีค่าความต่างของดีเลย์มากก็ยิ่งทำให้เกิดภาพสั่นแตก ซ้อนเบลอ (Jittery) บนหน้าจอแสดงภาพได้ จึงเป็นเหตุผลที่ผู้จำหน่ายสายเคเบิลจึงโฆษณาว่าสายของตัวเอง “มีค่า Skew ต่ำ” ที่เหมาะกับการนำไปใช้ในระบบวิดีโอ

อีกอย่างที่เหมือนกันทั้งระบบ HDBaseT และวิดีโอแบบไอพีก็คือ ตอนนี้ทั้งสองแบบสามารถส่งต่อกระแสไฟฟ้า DC กำลังไฟสูงขึ้นโดยใช้ทั้ง 4 คู่สายย่อยในสายเคเบิลแบบบิดเกลียวคู่ได้ โดยระบบแรกจะใช้การวิ่งกระแสไฟบน HDBaseT (เรียกว่า POH) ขณะที่แบบหลังจะใช้ฟีเจอร์ Power over Ethernet (PoE) เราคุ้นเคย สำหรับ POH สามารถส่งต่อกำลังไฟฟ้า DC ได้สูงสุดถึง 100 วัตต์บนทั้ง 4 คู่สายร่วมกับสัญญาณภาพวิดีโอแบบ HDBaseT ได้ ขณะที่ PoE ส่งต่อกำลังไฟฟ้าแบบ DC ได้สูงสุดที่ 60 วัตต์ (สำหรับ Type 3) และ 90 วัตต์ (สำหรับ Type 4) บนทั้ง 4 คู่สายร่วมกับสัญญาณวิดีโอที่วิ่งบนระบบไอพีปกติได้ ซึ่งระดับกำลังไฟเหล่านี้ถือว่าเพียงพอที่จะเลี้ยงหน้าจอวิดีโอ LED ทั่วไปได้โดยไม่ต้องพึ่งการโยงสายไฟ AC อีก

หมายความว่า ทั้งสองระบบดังกล่าวต่างก็ใช้หลักการแบบเดียวกันเวลาส่งต่อไฟฟ้ากระแสตรงกำลังสูงบนทั้ง 4 คู่สาย ไม่ว่าจะเป็นการดูเรื่องค่าความสูญเสียภายในสายที่ทำให้เกิดความร้อน รวมทั้งค่าความไม่สมดุลของความต้านทาน DC ที่เกิดจากการติดตั้งที่ไม่ถูกต้อง หรือเลือกใช้สายเคเบิลที่มีคุณภาพไม่เพียงพอ การส่งต่อกระแสไฟบนสายเคเบิลทั้งแบบ POH หรือ PoE ต่างทำได้ด้วยการรักษาค่าความต่างศักย์ที่เท่ากัน (Common-Mode) ที่แบ่งกระแสบนลวดตัวนำแต่ละเส้นบนคู่สายให้เท่ากัน ซึ่งจำเป็นต้องให้ค่าความต้านทาน DC บนตัวนำแต่ละเส้นเท่ากันด้วย ยิ่งไม่เท่ากันมากเท่าไรก็ยิ่งทำให้เกิดค่าความไม่สมดุลของความต้านทาน DC มากขึ้นเท่านั้น จนนำไปสู่การแสดงภาพที่บิดเบี้ยว และการที่วิ่งกระแสไฟฟ้าบนทั้ง 4 คู่สาย เราจำเป็นต้องพิจารณาค่าความไม่สมดุลของความต้านทาน DC ระหว่างแต่ละคู่สายด้วย

โชคดีที่เครื่องตรวจมาตรฐานสายเคเบิลแบบทองแดงอย่างซีรี่ย์ Fluke Networks DSX CableAnalyzer™ สามารถตรวจสอบค่าเหล่านี้ได้ทั้งหมด ให้ลูกค้าของคุณที่ใช้ระบบ AV มั่นใจได้ว่าจะได้การแสดงภาพวิดีโอที่สมบูรณ์แบบ โดยไม่เพียงตรวจสอบเทียบมาตรฐานว่าระบบสายเคเบิลที่ใช้นั้นได้มาตรฐานอุตสาหกรรมทั้งแบบ HDBaseT และวิดีโอแบบไอพีเท่านั้น แต่ยังตรวจสอบค่าดีเลย์การส่งต่อและค่าความต่างของดีเลย์ รวมไปถึงสามารถตรวจสอบค่าความไม่สมดุลของความต้านทาน DC เพื่อดูว่าระบบสายเคเบิลดังกล่าวรองรับ POH และ PoE ได้หรือไม่อีกด้วย

ที่มา : https://www.flukenetworks.com/blog/cabling-chronicles/picture-perfect-av-systems