กลายเป็นเช้าวันพุธที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เมื่อจดหมายอิเล็กทรอนิกส์จาก มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ประธานบริหารของ Meta ถูกส่งตรงถึงกล่องข้อความของพนักงานจำนวน 78,000 คน พร้อมๆ กับการเริ่มต้นส่งจดหมายไล่ออกระลอกแรกในสิงคโปร์เมื่อเวลาตี 4 ตามเวลาท้องถิ่น การล้างบางครั้งใหญ่รอบนี้ส่งผลให้พนักงานราว 8,000 ชีวิตหรือคิดเป็น 10% ขององค์กรต้องตกงานทันที โดยซักเคอร์เบิร์กทำได้เพียงส่งข้อความแสดงความขอบคุณในความทุ่มเท พร้อมยื่นข้อเสนอชดเชยตามกฎหมายเพื่อเป็นการบอกลา
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางบรรยากาศอันหดหู่ ซักเคอร์เบิร์กได้ยื่นคำสัญญาสำคัญ 2 ข้อเพื่อดึงรั้งขวัญกำลังใจของพนักงานอีก 70,000 ชีวิตที่เหลือรอด ข้อแรกคือคำยืนยันว่าจะ “ไม่มีการเลิกจ้างพนักงานทั่วทั้งบริษัทอีกแล้วในปีนี้” ซึ่งถือเป็นหลักประกันความมั่นคงที่พนักงานโหยหามานานหลายเดือน และข้อที่สองคือการยอมรับอย่างตรงไปตรงมาเป็นครั้งแรกว่า ที่ผ่านมา Meta สื่อสารและรับมือกับสถานการณ์ก่อนการเลิกจ้างได้ “แย่มาก” พร้อมลั่นวาจาว่าจะปรับปรุงระบบการทำงานภายในให้โปร่งใสและชัดเจนยิ่งขึ้น
เบื้องหลังการหั่นตำแหน่งงานครั้งมโหฬารนี้ไม่ใช่เรื่องของวิกฤตเศรษฐกิจธรรมดา แต่คือการเดิมพันครั้งยิ่งใหญ่ในสมรภูมิปัญญาประดิษฐ์ มีรายงานว่า Meta กำลังเทงบประมาณลงทุนสูงถึง 1.25 – 1.45 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ซึ่งมากกว่าปี 2025 เกือบเท่าตัว) ไปกับการสร้างศูนย์ข้อมูล พัฒนาชิปประมวลผล และฝึกฝนโมเดลขั้นสูงในหน่วยงาน Meta Superintelligence Labs ทำให้บริษัทจำเป็นต้อง “รีดไขมัน” ออกจากองค์กร โดยซักเคอร์เบิร์กและผู้อำนวยการฝ่ายการเงินชี้ชัดว่า ทีมไหนที่เคยใช้คน 50-100 คน แต่ตอนนี้ AI ทำแทนได้จนเหลือแค่ 10 คน การรั้งคนเก่าไว้จะกลายเป็นการถ่วงความเจริญของบริษัท
กระนั้น บรรยากาศภายในบ้านหลังใหญ่ของ Meta กลับทวีความตึงเครียดและดิ่งลงเหวต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ พนักงานกว่า 1,500 คนรุมลงชื่อประท้วงโครงการลับที่บังคับติดตามการกดแป้นพิมพ์ การขยับเมาส์ และกิจกรรมบนหน้าจอเพื่อเอาข้อมูลไปเทรน AI ซ้ำร้ายพนักงานที่เหลือรอดบางส่วนยังถูกบังคับย้ายเข้าไปอยู่ในทีมประยุกต์ใช้ AI (Applied AI) จนถูกขนานนามประชดประชันภายในว่าเป็นระบบ “The Draft” หรือการเกณฑ์ทหารที่เลือกไม่ได้
ซักเคอร์เบิร์กปิดท้ายบันทึกข้อความด้วยประโยคสะกิดใจว่า “ความสำเร็จไม่ใช่เรื่องที่ได้มาเปล่าๆ และ AI คือเทคโนโลยีที่มีผลกระทบมากที่สุดในยุคชีวิตของเรา” แต่สำหรับพนักงานที่ยังเหลือรอด สิ่งที่พวกเขาเฝ้ารอดูไม่ใช่ความอัจฉริยะของระบบ AI ในอนาคต หากแต่เป็นคำสัญญาของผู้นำว่าจะรักษาสัจจะและความมั่นคงของเก้าอี้ทำงานพวกเขารอดพ้นปีนี้ไปได้จริงหรือไม่โจทย์นี้จึงเป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญของ Meta







































