นักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก Unit 42 เผยรายงานการตรวจพบแฮกเกอร์สายภาษาจีนในชื่อแฝง knaithe และ KnYuan นำโมเดล AI ชื่อดังอย่าง DeepSeek มาเชื่อมต่อกับเฟรมเวิร์ก Hermes Agent เพื่อยกระดับการโจมตีทางไซเบอร์ ภาพรวมการทำงานคือการใช้ AI เป็นสมองกลคอยวางแผน สแกนค้นหาช่องโหว่ วิเคราะห์ความคุ้มค่าของเป้าหมาย และสั่งการเจาะระบบที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้แบบอัตโนมัติ โดยแทบไม่ต้องพึ่งพาการควบคุมจากมนุษย์
จุดเริ่มต้นของการค้นพบเกิดขึ้นจากความผิดพลาดของระบบ AI ที่สั่งเปิดไฟล์เซิร์ฟเวอร์บนเครื่องของแฮกเกอร์ทิ้งไว้โดยไม่ได้ตั้งใจ ส่งผลให้เบาะแสสำคัญหลุดออกสู่สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นสคริปต์การโจมตี รายชื่อเป้าหมาย รวมถึงบันทึกการทำงานของ AI ซึ่งชี้ให้เห็นว่าระบบถูกตั้งค่าทักษะขั้นสูงไว้มากมาย เช่น การข้ามการจำกัดของ AI (LLM Jailbreaking) และการเชื่อมต่อกับเครื่องมือค้นหาทรัพย์สินทางไซเบอร์เพื่อสแกนหาเครื่องเป้าหมายทั่วโลกในเวลาอันเร็วรวด
ความน่ากลัวของระบบอัตโนมัตินี้ถูกบันทึกไว้ในเหตุการณ์สแกนระบบ Langflow และซอฟต์แวร์จัดระบบงานอย่าง n8n โดยเมื่อ AI พบว่าเป้าหมายแรกมีแนวโน้มเจาะยากและไม่คุ้มค่า มันสามารถประเมินผลแล้ว “ตัดสินใจเปลี่ยนเป้าหมายได้เอง” ทันที โดยทำการค้นหาโค้ดช่องโหว่ระดับความรุนแรงสูง (CVSS 9.8-10.0) บน GitHub และคัดเลือกเป้าหมายที่มีเครื่องเปิดใช้งานทั่วโลกหลายแสนแห่งเพื่อสั่งสแกนเจาะระบบอย่างต่อเนื่อง
แม้ว่าแคมเปญการเจาะระบบอัตโนมัติด้วย AI ในครั้งนี้จะยังไม่บรรลุผลเนื่องจากติดระบบยืนยันตัวตน แต่แฮกเกอร์รายเดียวกันกลับประสบความสำเร็จในการเจาะระบบด้วยตนเองกับองค์กรอย่างน้อย 3 แห่งผ่านช่องโหว่ Citrix NetScaler และ Marimo Notebook โดยมีการดึงข้อมูลสำคัญ ดักจับ คุกกี้ เพื่อสวมรอยผู้ใช้งาน ตลอดจนพยายามสร้างทางเข้าลับในเซิร์ฟเวอร์เป้าหมายรวมแล้วมากกว่า 460 ระบบทั่วโลก
เหตุการณ์นี้ถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญว่าภัยคุกคามไซเบอร์ได้ก้าวเข้าสู่ยุค “ปฏิบัติการกึ่งอัตโนมัติด้วย AI” อย่างเต็มตัวแล้ว ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้ทุกองค์กรเร่งอัปเดตแพตช์ความปลอดภัยในระบบที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตโดยด่วน ปิดการเข้าถึงหน้าต่างผู้ดูแลระบบหรือหน้าอัปโหลดไฟล์ที่ไม่ผ่านการยืนยันตัวตน พร้อมทั้งเฝ้าระวังพฤติกรรมการสแกนเช็กเวอร์ชันผิดปกติ เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเป้าหมายของ AI ล่าช่องโหว่เหล่านี้
ที่มา : GBH








































