รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์กำลังนำร่องใช้งาน OpenDesk ซอฟต์แวร์ระบบ Open-source กับเจ้าหน้าที่ภาครัฐจำนวน 3,000 คน ซึ่งคิดเป็น 7% ของบุคลากรทั้งหมด โดยเน้นไปที่กลุ่มซึ่งดูแลฟังก์ชันสำคัญเชิงธุรกิจ เช่น งานเอกสาร อีเมล ปฏิทิน งานนำเสนอ วิดีโอคอนเฟอเรนซ์ และระบบโทรศัพท์ โดยจะใช้งานควบคู่ไปกับ Microsoft 365 ไปก่อน เพื่อประเมินความคุ้มค่าและผลกระทบก่อนตัดสินใจปรับใช้ในระดับวงกว้างภายในสิ้นปีหน้า
ความเคลื่อนไหวนี้นับเป็นส่วนหนึ่งของกระแสการสร้าง อธิปไตยทางดิจิทัล ที่กำลังขยายตัวทั่วยุโรป เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ โดยสวิตเซอร์แลนด์ได้จับมือกับรัฐชเลสวิช-ฮ็อลชไตน์ของเยอรมนีที่ย้ายระบบไปใช้ OpenDesk สำเร็จแล้ว ซึ่งเดินตามรอยประเทศฝรั่งเศสและเยอรมนีที่เริ่มลดการใช้ซอฟต์แวร์จากไมโครซอฟท์ในหน่วยงานรัฐอย่างจริงจัง
นอกจากเรื่องการบริหารงบประมาณ รัฐบาลสวิสยังมุ่งหวังเพิ่มศักยภาพการรับมือวิกฤต เพื่อให้ระบบราชการสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องหากระบบของไมโครซอฟท์เกิดขัดข้อง โดยแนวคิดนี้ได้รับความสำคัญมากขึ้นอย่างมาก หลังเจอวิกฤตการสั่งห้ามส่งออกโมเดล AI ของ Anthropic ชั่วคราว เหตุการณ์ระบบล่มครั้งใหญ่ของ CrowdStrike รวมถึงภัยคุกคามไซเบอร์ที่กระทบห่วงโซ่อุปทานในหลายประเทศ
ผลการศึกษาความเป็นไปได้ระบุว่า OpenDesk มีประสิทธิภาพเพียงพอสำหรับประคองกระบวนการทำงานหลักในยามฉุกเฉิน อย่างไรก็ตาม ยังพบข้อจำกัดสำคัญใน ระบบประชุมผ่านวิดีโอ ที่ต้องได้รับการพัฒนาระบบความปลอดภัยและการปรับแต่งเพิ่มเติมอีกมาก
ความท้าทายสูงสุดของการย้ายระบบภาครัฐทั้งหมดไปสู่โอเพ่นซอร์ส คือความผูกพันของแอปพลิเคชันเดิมที่ยึดติดกับโครงสร้างของ Microsoft ดังนั้น ผลลัพธ์จากการทดลองใช้งานกับกลุ่มตัวอย่าง 3,000 คนนี้ จึงเป็นดัชนีชี้วัดสำคัญว่าสวิตเซอร์แลนด์จะเดินหน้าละทิ้งซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่แล้วเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเปิดเต็มรูปแบบได้หรือไม่
ที่มา : ITPro







































