สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ร่วมกับ สถาบันไอเอ็มซี (IMC Institute) และสำนักงาน กสทช. เปิดเผยผลสำรวจและประเมินสถานภาพอุตสาหกรรมดิจิทัลของประเทศไทย ประจำปี 2568 พร้อมคาดการณ์แนวโน้ม 3 ปีข้างหน้า โดยภาพรวมอุตสาหกรรมดิจิทัลไทยขยายตัวอย่างก้าวกระโดดถึง 22.66% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่งผลให้มูลค่ารวมของตลาดพุ่งสูงเกิน 3,873,338 ล้านบาท หรือกว่า 3.87 ล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญในรอบหลายปีที่กลุ่มอุตสาหกรรมหลักทั้ง 5 กลุ่มขยายตัวเติบโตพร้อมกันทั้งหมด
ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ depa เปิดเผยว่า กลุ่มอุตสาหกรรมที่ขยายตัวโดดเด่นและมีอัตราการเติบโตสูงที่สุดคือ อุตสาหกรรมบริการดิจิทัล (Digital Services) ซึ่งเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 28.04% คิดเป็นมูลค่า 470,851 ล้านบาท สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคและการปรับตัวของภาคธุรกิจสู่แพลตฟอร์มออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะ (Hardware and Smart Devices) ยังคงครองสัดส่วนมูลค่าสูงสุดในตลาดที่ 2,288,581 ล้านบาท ด้วยอัตราการเติบโต 24.04%
ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานและการยกระดับองค์กร อุตสาหกรรมโทรคมนาคม (Telecommunications) ขยายตัวขึ้น 19.46% คิดเป็นมูลค่า 789,568 ล้านบาท ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญในการรองรับการเชื่อมโยงข้อมูลทั่วประเทศ ทางด้าน อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์ (Software and Software Services) สามารถสร้างสถิติการเติบโตสูงสุดในรอบหลายปีที่ 16.08% มีมูลค่ารวม 270,921 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนต่างเร่งลงทุนในระบบไอที คลาวด์ และซอฟต์แวร์โซลูชันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
สำหรับด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ (Digital Content) ขยายตัวอยู่อัตรา 6.00% สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 53,417 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งวงการเกม แอนิเมชัน และดิจิทัลมีเดียต่างๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของซอฟต์พาวเวอร์และคอนเทนต์ไทยที่ยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม แม้มูลค่าตลาดในภาพรวมจะเติบโตอย่างน่าประทับใจ แต่รายงานได้ชี้ให้เห็นถึงประเด็นความท้าทายสำคัญในมิติกำลังคน แม้จำนวนบุคลากรดิจิทัลจะเติบโตขึ้นในหลายสาขา เช่น กลุ่มซอฟต์แวร์มีบุคลากร 189,718 คน (เพิ่มขึ้น 14.82%) และกลุ่มฮาร์ดแวร์มีบุคลากร 419,022 คน (เพิ่มขึ้น 36.99%) แต่กลับพบปัญหาเร่งด่วนเรื่อง “ช่องว่างด้านทักษะ” (Skill Mismatch) เนื่องจากทักษะของบัณฑิตจบใหม่ยังไม่สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของผู้ประกอบการในยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนผ่าน

การเติบโตอย่างพร้อมเพรียงของอุตสาหกรรมดิจิทัลไทยในปี 2568 นับเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในประเทศ แต่การจะรักษาอัตราการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะ 3 ปีข้างหน้าได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน ในการเร่งรีสกิลและอัพสกิลบุคลากรเพื่อปิดช่องว่างด้านทักษะ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาคต่อไป







































