หน้าแรก Home feature G-Able ชูจุดเด่น System Integration Plus Plus: SI++ มุ่งเน้นการบริการ

G-Able ชูจุดเด่น System Integration Plus Plus: SI++ มุ่งเน้นการบริการ

แบ่งปัน


กลุ่มบริษัทจีเอเบิล ผู้นำในการให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัลโซลูชันอย่างครบวงจรประกาศทิศทางและกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจปี 2564 ก้าวข้ามทุกข้อจำกัด สู่อนาคตที่เติบโตและยั่งยืน ชูจุดเด่น System Integration Plus Plus: SI++ มุ่งเน้นการให้บริการวางรากฐานทางเทคโนโลยี และใช้ประโยชน์เพื่อต่อยอดทางธุรกิจ พร้อมผนึกกำลังกับบริษัท ไฟร์ วัน วัน จำกัด (Fire One One) นำเสนอบริการด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นแบบครบวงจร (One Stop Service) และเปิดตัวผลิตภัณฑ์แฟล็กชิพตัวใหม่ Blendata และ InsightEra ภายใต้การนำทัพของ “ดร.ชัยยุทธ ชุณหะชา” กรรมการผู้จัดการ

คุณนาถ ลิ่วเจริญ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทจีเอเบิล กล่าวว่า “จากสถานการณ์ปัจจุบันซึ่งมีผลกระทบทั้งจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว องค์กรธุรกิจทั้งในไทยและทั่วโลกต่างเผชิญกับความท้าทายในการทำให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ จากผลสำรวจ CEO ทั่วโลกโดยบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำอย่างการ์ทเนอร์ เพื่อจัดอันดับ Top Business Priorities ในปี พ.ศ. 2564 – 2565 พบว่า องค์กรต่างๆ ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนธุรกิจโดยมีเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นหัวใจสำคัญ ซึ่งจะช่วยตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่มีความแตกต่างกันในหลากหลายมิติได้ดียิ่งขึ้น ได้แก่ 1. การสร้างรายได้และการเติบโตแบบก้าวกระโดดของธุรกิจรูปแบบใหม่ โดยมุ่งเน้นการสร้างตลาดใหม่และการตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล 2. การทำธุรกิจดิจิทัลด้วยการทำงานแบบ ‘digitalization’ ซึ่งนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาปรับใช้ในองค์กร ลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด และ 3. การทรานส์ฟอร์มองค์กร ด้วยการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง กลยุทธ์ รูปแบบการดำเนินธุรกิจ (business model) ไปจนถึงพัฒนาบุคลากร เพื่อให้เกิดความรวดเร็วและเพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้บริโภค ทั้งนี้กลุ่มบริษัทจีเอเบิล มีความพร้อมที่จะช่วยปฏิรูปองค์กรธุรกิจต่างๆ ในทุกอุตสาหกรรมของประเทศไทย โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการขับเคลื่อนธุรกิจของลูกค้าให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายภายใต้การนำของ ดร.ชัยยุทธ”

คุณนาถ ลิ่วเจริญ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทจีเอเบิล

ดร.ชัยยุทธ ชุณหะชา กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทจีเอเบิล กล่าวว่า “จีเอเบิลเป็นบริษัทไอทีชั้นนำที่สร้างเสาหลักทางเทคโนโลยีให้กับลูกค้าด้วยประสบการณ์มากกว่า 32 ปี ในการบูรณาการระบบโครงสร้างพื้นฐานไปจนถึงดิจิทัลโซลูชันที่ทันสมัย และนำเสนอโซลูชันที่สามารถตอบสนองความต้องการขององค์กรธุรกิจ เพื่อยกระดับความสามารถทางการแข่งขันให้กับธุรกิจในทุกภาคส่วนอุตสาหกรรม โดยจีเอเบิลมีจุดแข็งที่ทำให้มีความแตกต่างและได้เปรียบคู่แข่งในตลาดหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการโดยบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ โดยมีนักพัฒนาระบบและซอฟแวร์ (developer in-house) มากกว่า 1,000 คน รวมถึงการมีประสบการณ์และความเข้าใจในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย เช่น ธุรกิจการเงิน ธุรกิจโทรคมนาคม ธุรกิจประกัน ภาคอุตสาหกรรมพลังงาน ตลอดจนสถาบันการศึกษาต่างๆ นอกจากนี้จีเอเบิลยังเป็นพันธมิตรกับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก และมีศักยภาพในการคัดเลือกผลิตภัณฑ์ด้านฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ ที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล”

ดร.ชัยยุทธ ชุณหะชา กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทจีเอเบิล

ในปี 2564 นี้ กลุ่มบริษัทจีเอเบิล มุ่งมั่นที่จะเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมก้าวไปข้างหน้า ก้าวผ่านข้อจำกัดต่างๆ ด้วยกลยุทธ์ที่สร้างจุดเด่น และความแตกต่างในการให้บริการผ่านกลยุทธ์ ทั้ง 3 ด้าน

1) กลยุทธ์การพัฒนาตัวเองสู่ System Integration Plus Plus (SI++) คือ กลยุทธ์การพัฒนาตัวเองจาก System Integration หรือ SI ให้เป็น SI++ นอกจากเป็นผู้ให้บริการสร้างรากฐานทางเทคโนโลยีให้กับธุรกิจแล้ว จะมุ่งเน้นที่การช่วยลูกค้าต่อยอดทางธุรกิจโดยการแนะนำการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีรากฐานต่างๆ เหล่านั้น เพื่อให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลสูงสุด และปลอดภัยมากที่สุด ด้วยจุดแข็งของจีเอเบิลที่รู้ลึกด้านเทคโนโลยี เข้าใจลูกค้า ตอบโจทย์เทคโนโลยีมาแรงทั้ง 4 กลุ่มโซลูชัน ที่จะมีผลต่อทุกภาคส่วนอุตสาหกรรม ได้แก่

• G Cloud Solution กลุ่มโซลูชันที่ให้บริการคลาวด์เทคโนโลยีแพลตฟอร์มอย่างครบวงจร รองรับตลาดคลาวด์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

• G Security Solution กลุ่มโซลูชันที่ช่วยป้องกันระบบและข้อมูลขององค์กรจากการโจมตีทางไซเบอร์ ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในยุคปัจจุบัน

• G Big Data Solution กลุ่มโซลูชันที่มุ่งเน้นการจัดการบิ๊กดาต้าและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ทางธุรกิจ

• G RPA Solution กลุ่มโซลูชันการทำงานแบบอัตโนมัติ (Robotic Process Automation) ที่ตอบโจทย์การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดต้นทุนให้กับการดำเนินธุรกิจ

2) กลยุทธ์การสร้างทางเลือกใหม่สำหรับดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น ในรูปแบบTransformation As a Service (TAAS) คือ กลยุทธ์การสร้างทางเลือกใหม่ให้กับทุกธุรกิจด้วยโซลูชันที่ช่วยด้านการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นแบบครบวงจร (One Stop Service) โดยจีเอเบิลได้ร่วมมือมือกับ บริษัท ไฟร์ วัน วัน จํากัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านการทำบิสซิเนสทรานส์ฟอร์เมชั่นชั้นนำระดับประเทศ ร่วมพัฒนาคุณค่าและโมเดลธุรกิจใหม่ ด้วยการผสมผสานระหว่างความสามารถทางด้านดิจิทัลของจีเอเบิล และความคิดสร้างสรรค์ทางธุรกิจของไฟร์ วัน วัน เพื่อนำเสนอโซลูชันที่ครอบคลุมในทุกมิติให้แก่ลูกค้า ตั้งแต่เป็นที่ปรึกษาด้านการวางกลยุทธ์ไปจนถึงการต่อยอดทางธุรกิจ ซึ่งกลยุทธ์ธุรกิจ TAAS นี้จะเป็นตัวช่วยในการสร้างรายได้จากกลุ่มธุรกิจใหม่ (new S-curve) ให้กับจีเอเบิลต่อไปในอนาคต

3) กลยุทธ์สร้างความแตกต่างและการเติบโตด้วย Own IP Platform คือ กลยุทธ์การพัฒนา IP Platform ที่เป็นลิขสิทธิ์ของจีเอเบิล เพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง และสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด ด้วยประสบการณ์กว่า 32 ปี ทำให้บริษัทฯ เข้าใจถึงปัญหาของลูกค้าและความต้องการของตลาดเป็นอย่างดี จึงได้พัฒนาแพลตฟอร์มใหม่ที่ชื่อว่า Blendata (เบลนเดต้า) และ InsightEra (อินไซท์เอรา) โดย Blendata เป็นผลิตภัณฑ์แฟล็กชิพยุคบิ๊กดาต้า ซึ่งแพลตฟอร์มนี้จะช่วยองค์กรจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงทางธุรกิจ ด้วยต้นทุนที่จับต้องได้ ส่วน InsightEra นั้นเป็นแพลตฟอร์มทางด้านการตลาดดิจิทัล ที่มาตอบโจทย์ธุรกิจในเรื่องการวิเคราะห์ข้อมูลของลูกค้าในเชิงลึก รวมถึงความต้องการของลูกค้า เพื่อความได้เปรียบในการแข่งขัน ทั้งนี้จีเอเบิลเตรียมที่จะเปิดตัว Blendata ผลิตภัณฑ์แฟล็กชิพตัวใหม่ของกลุ่มบริษัทในเดือนมิถุนายนนี้

“จีเอเบิลมีความพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน เพื่อการให้บริการลูกค้าอย่างครบวงจรในหลากหลายมิติ ด้วยกลยุทธ์ที่แข็งแกร่งทั้ง 3 ด้าน จะเป็นตัวขับเคลื่อนจีเอเบิล ให้เติบโตแบบก้าวกระโดด และสามารถสร้างประมาณการรายได้ในอีก 5 ปีข้างหน้าได้ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจีเอเบิลได้ทรานส์ฟอร์มองค์กร เพื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ โดยเทคโนโลยีถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างกลยุทธ์ และสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเองที่เข้าใจความต้องการของลูกค้าเข้าใจในอุตสาหกรรมธุรกิจ รวมถึงการสร้างคุณค่าให้กับองค์กรธุรกิจ เพื่อผลักดันรายได้และผลกำไรที่เหนือกว่า” ดร.ชัยยุทธ กล่าวทิ้งท้าย