หน้าแรก Vendors Aruba Networks 5 เหตุผลสำคัญที่ทำให้ Wi-Fi และ 5G ยังคงต้องอยู่ด้วยกัน

5 เหตุผลสำคัญที่ทำให้ Wi-Fi และ 5G ยังคงต้องอยู่ด้วยกัน

1100
แบ่งปัน

ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคฤดูหนาว 2018 ประเทศเกาหลีใต้ที่เพิ่งผ่านไป เราจะได้ยินข่าวคราวที่กล่าวถึงเครือข่าย 5G ว่าได้ปฏิวัติการเผยแพร่ภาพ VR และการออกอากาศในลักษณะคล้าย ๆ กันไปแล้ว

แต่คุณทราบหรือไม่ว่าเครือข่าย 5G นี้ยังสามารถส่งสัญญาณเซ็นเซอร์เพื่อขับไล่บรรดาหมูป่าที่อาศัยอยู่ในบริเวณภูเขาล้อมรอบสนามกีฬาโอลิมปิกเปียงชาง (Pyeongchang) ออกไปจากบริเวณที่จัดการแข่งขันอีกด้วย

ผู้ให้บริการการใช้พื้นที่ (Venue Operators) ต้องเฝ้าติดตามความก้าวหน้าของ 5G อย่างใกล้ชิดเพราะจำเป็นที่จะต้องเกาะติดทุกการเชื่อมต่อที่ต้องการในทุกกรณีการใช้งาน การพัฒนาคุณภาพของภาพวิดีโอ AR/VR, Ultra HD และการเติบโตของ IoTล้วนทำให้เกิดการขยายตัวของจำนวนผู้ใช้และการรับส่งข้อมูล (DataTraffic) อย่างมหาศาลทำให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือสนใจในการขยายขีดความสามารถให้ครอบคลุมเครือข่ายมากขึ้น รวมทั้งเจ้าของธุรกิจอื่น ๆที่ต้องการจะนำหน้าเหนือคู่แข่งทางธุรกิจด้วยการติดตามเทคโนโลยีที่กำลังเติบโตเหล่านี้ให้เท่าทันและนำมาใช้ประโยชน์

จากการที่ 5G มีการส่งสัญญาณด้วยความเร็ว(Speed) สูงขึ้นความหน่วงเวลา (Latency) ลดลง ประกอบกับความจุ(Capacity) มากขึ้นนั่นหมายความว่า 5G สามารถรองรับแอพพลิเคชันที่ต้องใช้ข้อมูลจำนวนมาก (Data-intensive) และใช้เวลาประมวลผลนาน(Time-sensitive)ตัวอย่างที่พบเห็นกันในชีวิตประจำวันได้แก่การสตรีมมิ่งภาพยนตร์ซีรีย์เรื่อง“13 Reason Why” ในระดับUltra HD มาดูได้โดยไม่กระตุก สำหรับในแง่ของธุรกิจทั้งหลาย5G จะนำมาซึ่งการเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดให้กับธุรกิจ เช่น การใช้งานระบบอัตโนมัติได้ทั่วทั้งโรงงาน

การนำเทคโนโลยี 5G มาใช้ในวงกว้าง (Mass) เป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นและมิอาจหลีกเลี่ยงได้ หลายคนเริ่มตั้งคำถามถึงอนาคตของ Wi-Fi – ถ้า 5G ถูกใช้เป็นมาตรฐานเครือข่ายใหม่แล้วWi-Fi จะเป็นเรื่องล้าสมัยหรือไม่? ยิ่งมีกระแสความเข้าใจผิดที่รับทราบกันโดยทั่วไปว่า 5G ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อแทนที่ Wi-Fi ความเห็นนี้ดูจะไม่ห่างไกลจากความเป็นจริงนัก 5G เพิ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้นและยังมีเส้นทางอีกยาวไกลกว่าจะพัฒนาได้สมบูรณ์เต็มที่ (Matures)

ดังนั้น Wi-Fi จึงถือว่าเป็นมาตรฐานในเชิงปฏิบัติสำหรับองค์กรต่างๆ ไปก่อนและอาจจะทำงานร่วมกับ 5G ต่อไปอีกหลายปีก็เป็นได้? ต่อไปนี้เป็นเหตุผล 5 ประการที่สนับสนุนคำกล่าวนี้

1. ค่าใช้จ่ายสูงในการอัพเกรดเทคโนโลยี

เมื่อมีมาตรฐานการสื่อสารของอุปกรณ์เคลื่อนที่แบบไร้สาย(Mobile Communications) แบบใหม่เกิดขึ้น สิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นมหาศาลโดยคาดการณ์ว่า 5G จะก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายสำหรับบริษัทผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือผู้ผลิตชิปผู้ผลิตอุปกรณ์และแม้แต่นักพัฒนาซอฟต์แวร์เป็นจำนวนเงินรวมกันประมาณ 200 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี(ประมาณ 6.6 ล้านล้านบาทไทย ) ในการวิจัยและการลงทุนเพื่อที่จะใช้ประโยชน์จากมาตรฐานการสื่อสารใหม่ได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นจึงเป็นผลทำให้ผู้ใช้จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงตามมา

ด้วยเหตุนี้ Wi-Fi จึงยังคงเป็นทางเลือกที่เหมาะสม เพราะไม่เพียงแต่Wi-Fi จะให้ประโยชน์คล้ายคลึงกับ 5G เท่านั้น แต่อุปกรณ์ส่วนใหญ่ที่อยู่ในตลาดขณะนี้มีการเปิดใช้งาน Wi-Fi มาให้พร้อมแล้วขณะที่มีอุปกรณ์เพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่สามารถทำงานร่วมกับ 5G ได้

2. การใช้งานจริงของ 5G อาจจะยาวนาน

5G ได้รับการยกย่องให้เป็นพระเอกที่ทุกคนจับตามองในงาน Consumer Electronics Show (CES) และ Mobile World Congress (MWC) ในปีนี้ เรียกได้ว่าผู้ผลิตหลายรายไม่ว่าจะเป็นHuawei, Intel, Sprint และ Telstra ต่างประกาศเปิดตัวสมาร์ทโฟน 5G และเปิดตัวแผนงานด้วยความหวังว่าจะได้กินส่วนแบ่งการตลาดคำโตจากตลาด 5G

แม้จะมีการคาดการณ์ว่าการเริ่มต้นใช้งานในเชิงพาณิชย์จะเกิดขึ้นในปี2020(พ.ศ.2563) แต่ความนิยมที่มีต่อ 5G จะเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในภายหลัง เพราะเหตุใด? คำตอบง่าย ๆ – คือโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน โครงสร้างพื้นฐาน Wi-Fi สำหรับประเทศต่างๆ ล้วนได้รับการติดตั้งและใช้งานมาหลายปีแล้ว อาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นและใช้เวลาพอสมควรในการทำให้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่แล้วเปิดทางให้เทคโนโลยีใหม่ สำหรับการนำ 5G มาใช้งานอย่างกว้างขวางเฉพาะในภูมิภาคเอเชียเพียงภูมิภาคเดียวคาดว่ามีประมาณ90-100 ล้านหลังคาเรือนที่จะต้องติดตั้งอุปกรณ์ช่วยขยายสัญญาณเซลลูลาร์ภายในบ้าน (Cellular Reception Indoors) หรือที่เรียกว่า Femtocells

3. Wi-Fi ยังคงเป็นเทคโนโลยีตัวหลัก

ทั้งสัญญาณ 5G รวมไปถึง 4G จัดเป็นทรัพยากรที่ต้องแบ่งปันกันใช้งานเมื่อมีผู้ใช้สัญญาณร่วมกันหลายคน ย่อมทำให้สัญญาณเจือจาง ลองนึกภาพห้องที่มีคนทำงาน 10 คนแชร์การเชื่อมต่อ 1Gbps – หมายความว่าผู้ใช้แต่ละคนจะใช้งานได้เพียง 100Mbps เท่านั้น ถ้าเพิ่มจำนวนผู้ใช้มากขึ้นไปอีก คุณจะเข้าใจว่าทำไมจึงยากที่จะเชื่อมต่อสัญญาณในงานเทศกาล งานมหกรรม อีกทั้งงานคอนเสิร์ต ส่งผลให้ 5G ต้องพึ่งพา Femtocellsเพื่อเพิ่มขีดความสามารถความครอบคลุมและความแออัดของข้อมูลในแต่ละช่วง(Data Range) เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีไร้สายอื่น ๆ แล้ว Wi-Fi มีความสามารถในการปรับขนาดได้ตามความต้องการ ตัวอย่างเช่น การแข่งขันSuper Bowl 50ในปี 2015 (พ.ศ. 2558) อรูบ้าสามารถให้บริการในการเชื่อมต่อ Wi-Fi อย่างต่อเนื่องที่ความเร็วรวม 3Gbpsเป็นเวลานานกว่า 4 ชั่วโมง!

4. ตลาด Wi-Fi กำลังเฟื่องฟูมากขึ้นกว่าเดิม

คาดการณ์ว่าตลาด Wi-Fi จะเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น3 เท่าคือจาก 5.96 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี2017 (พ.ศ.2560) เป็น 15.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2022 (พ.ศ.2565) การเพิ่มจำนวนของอุปกรณ์เคลื่อนที่และการนำ BYOD และ IoT ไปใช้ภายในองค์กรมากขึ้นอย่างมหาศาลถือเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้เติบโต ในขณะเดียวกันการพัฒนามาตรฐานWi-Fi ใหม่ ๆ เช่น 802.11ax ที่กำลังมาถึงจะให้ความเร็วเพิ่มขึ้นทำงานได้ดีขึ้นในสภาพแวดล้อมที่มีอุปกรณ์เชื่อมต่อจำนวนมากเหมาะสำหรับการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของจำนวนอุปกรณ์ในปัจจุบัน ด้วยการคาดการณ์ของตลาดดังกล่าวจะเห็นได้ชัดว่าปัจจุบันWi-Fi ยังคงมีความจำเป็นที่ต้องใช้งานกันต่อไป

5. ความต้องการการเชื่อมต่อที่ปลอดภัยมีปริมาณเพิ่มขึ้น

Cybersecurity เป็นประเด็นสำคัญในที่ประชุมของคณะกรรมการบริษัทและผู้นำทางธุรกิจ ซึ่งต่างเห็นพ้องต้องกันถึงความจำเป็นในการเชื่อมต่อที่ปลอดภัยในองค์กรของตนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคของอุปกรณ์เคลื่อนที่ IoT และ Cloud การใช้ Wi-Fi สาธารณะเป็นสิ่งที่หลายคนเคยเชื่อว่าเป็นเครือข่ายที่ไม่ปลอดภัย –แต่อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีWi-Fi มีพัฒนาการอย่างมากในปัจจุบัน จึงต้องทำให้มีความน่าเชื่อถือและมีความปลอดภัยในการเชื่อมต่อ ตัวอย่างเช่น โซลูชัน Aruba 360 Secure Fabric ช่วยสร้างกรอบการรักษาความปลอดภัยแบบบูรณาการสำหรับธุรกิจเพื่อให้สามารถมองเห็นและควบคุมเครือข่ายได้อย่างสมบูรณ์แบบในขณะเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือ(Cellular Connectivity) เป็นที่ทราบกันดีว่ามีความปลอดภัยมีนวัตกรรมที่พัฒนามาอย่างยาวนานและไม่มี Cyberattacksคอยซุ่มโจมตี

ความแข็งแกร่ง ความมีเสถียรภาพและครบถ้วนของเทคโนโลยีWi-Fi แสดงให้เห็นถึงจุดแข็งและความสามารถในการรองรับการรับส่งข้อมูลโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานที่กว้างใหญ่ การวิจัยที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่าในปี2023 (พ.ศ.2566) อัตราการขอเข้าใช้ข้อมูลโทรศัพท์เคลื่อนที่รายเดือนต่อสมาร์ทโฟนที่ใช้งานอยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะสูงถึง 15 GB ต่อเดือนจึงไม่น่าแปลกใจที่โซลูชันใหม่ ๆ- จะนำเราไปสู่การใช้ 5G ในที่สุด – จากทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นว่าการก้าวไปข้างหน้าร่วมกันของ Wi-Fi และ 5G เป็นหัวใจสำคัญในการตอบสนองความต้องการของผู้ใช้และธุรกิจที่ต้องการข้อมูลเพิ่มมากขึ้นไม่เว้นแม้แต่ข้อมูลอันล้นหลามที่เกิดขึ้นในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกและฟุตบอลโลก

ผู้แต่ง

Justin Chiah,ผู้อำนวยการอาวุโสและผู้จัดการทั่วไปของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน, อรูบ้า(Aruba) ในเครือบริษัทฮิวเลตต์แพคการ์ดเอ็นเตอร์ไพรส์

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here