ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาขับเคลื่อนโลก องค์กรต่างๆ จำเป็นต้องพึ่งพาระบบข้อมูลที่สามารถสร้างและจัดเก็บชุดข้อมูลขนาดใหญ่มหาศาลไว้เป็นระยะเวลานานอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้อุตสาหกรรมเทคโนโลยีต้องเร่งเปลี่ยนเข็มทิศ มุ่งเน้นไปที่การปกป้องข้อมูลระยะยาวให้รอดพ้นจากภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ล่าสุด เวสเทิร์น ดิจิตอล คอร์ปอเรชัน (WDC) ได้ประกาศก้าวสำคัญด้วยการนำระบบเข้ารหัสลับยุคหลังควอนตัม (Post-Quantum Cryptography: PQC) เข้ามาผสานรวมไว้ในฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ Ultrastar® UltraSMR ความจุสูงรุ่นล่าสุด ซึ่งปัจจุบันกำลังอยู่ในขั้นตอนการทดสอบคุณสมบัติร่วมกับลูกค้าระดับไฮเปอร์สเกล (Hyperscale) หลายราย เพื่อตอบโจทย์ข้อกำหนดด้านความปลอดภัยที่เข้มงวดขึ้นภายในโครงสร้างพื้นฐาน AI
การประกาศใช้เทคโนโลยีดังกล่าวถือเป็นจุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากเดิมที่เป็นเพียงการวางแผนด้านการเข้ารหัสลับในเชิงทฤษฎี ไปสู่การลงมือปฏิวัติระบบความปลอดภัยจริงในระดับฮาร์ดแวร์ โดยการนำอัลกอริทึมต้านทานควอนตัมที่ได้รับการรับรองจากสถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติ (NIST) มาใช้งาน ซึ่งแรงขับเคลื่อนหลักที่ทำให้เกิดความเคลื่อนไหวในครั้งนี้ คือความเร่งด่วนในการปกป้องข้อมูลที่สะสมไว้ในปัจจุบัน ไม่ให้ถูกเจาะระบบในอนาคตด้วยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ควอนตัม ที่กำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดดและอาจก้าวล้ำเกินกว่าสถาปัตยกรรมความปลอดภัยที่ใช้งานกันอยู่ในปัจจุบัน
ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้ระบบจัดเก็บข้อมูลขององค์กรเปราะบาง มีอยู่ด้วยกันสองประการ ประการแรกคือ วงจรชีวิตของฮาร์ดแวร์ในองค์กรขนาดใหญ่ที่มักมีอายุการใช้งานยาวนานตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่ฮาร์ดแวร์ในปัจจุบันจะยังคงถูกใช้งานอยู่เมื่อคอมพิวเตอร์ควอนตัมเริ่มเปิดใช้งานจริง และประการที่สองคือ ภัยคุกคามแบบ “ดักเก็บตอนนี้ ถอดรหัสทีหลัง” ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ผู้ไม่หวังดีแอบลักลอบรวบรวมข้อมูลที่เข้ารหัสเอาไว้ตั้งแต่ในปัจจุบัน เพื่อรอเวลาที่จะนำไปถอดรหัสหรือปลอมแปลงลายมือชื่อความปลอดภัยในภายหลังเมื่อเทคโนโลยีควอนตัมมีความพร้อมเต็มที่
ด้วยเหตุนี้ การสร้างความน่าเชื่อถือในระดับอุปกรณ์ จึงกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เวสเทิร์น ดิจิตอล ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกในฮาร์ดดิสก์รุ่นใหม่อย่าง Ultrastar DC HC6100 UltraSMR โดยเน้นไปที่การรักษาความปลอดภัยของความถูกต้องสมบูรณ์ของเฟิร์มแวร์และการจัดการคีย์ ซึ่งมีความสำคัญเหนือกว่าการเข้ารหัสข้อมูลขณะจัดเก็บตามปกติ เพื่อป้องกันไม่ให้แฮกเกอร์ใช้เทคโนโลยีควอนตัมมาปลอมแปลงลายมือชื่อดิจิทัลในการอัปเดตเฟิร์มแวร์และส่งโค้ดอันตรายเข้ามาควบคุมระบบ ส่งผลให้ระบบความปลอดภัยใหม่นี้สามารถปกป้องห่วงโซ่ความน่าเชื่อถือของอุปกรณ์ได้อย่างเหนียวแน่น ตั้งแต่ขั้นตอนแรกในโรงงานผลิตไปจนถึงตลอดอายุการใช้งานจริงในภาคสนาม








































