Intel ยักษ์ใหญ่แห่งวงการเทคโนโลยีได้ประกาศการลงทุนครั้งสำคัญด้วยเม็ดเงินมูลค่าสูงถึง 5 พันล้านยูโร (1.9 แสนล้านบาท) เพื่อขยายแคมปัสครั้งใหญ่ที่เมืองเลกส์ลิป ประเทศไอร์แลนด์ โดยมีเป้าหมายหลักในการเพิ่มขีดความสามารถและขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับชิประดับนวัตกรรมอย่าง Intel Xeon 6 รวมถึงหน่วยประมวลผล Intel Xeon รุ่นถัดไป ที่ขับเคลื่อนด้วยสถาปัตยกรรมการผลิตขั้นสูงบนโหนดระดับ Intel 3 เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดโลกที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด
การเคลื่อนไหวในครั้งนี้จะมุ่งเน้นไปที่การใช้ประโยชน์จากพื้นที่ห้องคลีนรูมที่มีอยู่เดิมภายในแคมปัสให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยทางบริษัทมีแผนที่จะขยายปริมาณการผลิตชิปในปัจจุบันให้มากขึ้น ควบคู่ไปกับการยกระดับกิจกรรมการวิจัยและพัฒนา หรือ R&D ให้มีความก้าวหน้ายิ่งขึ้นกว่าเดิม ซึ่งแผนงานดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ทั้งการปรับปรุงโครงสร้างของโรงงานผลิตเดิมให้มีความทันสมัย ตลอดจนการสั่งซื้อและติดตั้งเครื่องจักรกับอุปกรณ์การผลิตเจเนอเรชันใหม่ล่าสุด เข้าสู่สายการผลิต
ไฮไลต์สำคัญที่น่าจับตามองในแง่ของวิศวกรรมการผลิต คือการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานภายในโรงงานด้วยเทคโนโลยีอัตโนมัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายระบบรางขนส่งอัจฉริยะ ซึ่งจะเข้ามาทำหน้าที่เชื่อมต่อโมดูลและอาคารต่าง ๆ ของแคมปัสที่เคยแยกจากกัน ให้สามารถทำงานผสานรวมกันได้อย่างไร้รอยต่อ กลายเป็นสภาพแวดล้อมการผลิตเดียวที่มีความเร็วสูงและมีความคล่องตัวอย่างเด่นชัด ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาในกระบวนการผลิตชิป รวมถึงเพิ่มความแม่นยำในห่วงโซ่อุปทานได้อย่างมหาศาล
ทางด้าน Naga Chandrasekaran ผู้บริหารระดับสูงและผู้จัดการทั่วไปของ Intel Foundry ได้เน้นย้ำว่า การลงทุนจำนวนมหาศาลนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างเด็ดเดี่ยวในการเพิ่มศักยภาพของแคมปัสเลกส์ลิป เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดให้แก่กลุ่มลูกค้าอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย การนำเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ามาอัปเกรดโรงงานเดิมนั้น ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มจำนวนผลผลิตของชิปที่มีความสำคัญอย่างตระกูล Xeon เท่านั้น แต่ยังเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์และรักษาตำแหน่งของประเทศไอร์แลนด์ ให้ยืนหยัดอยู่ในแถวหน้าของระบบนิเวศการผลิตที่ก้าวหน้าที่สุดในโลกได้อย่างยั่งยืน
สำหรับความคืบหน้าล่าสุดของโครงการนี้ ทาง Intel ได้เปิดเผยว่ากระบวนการปรับปรุงและขยายพื้นที่ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งนอกจากจะส่งผลดีต่อภาคเทคโนโลยีในระยะยาวแล้ว ในระยะสั้นโครงการนี้ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงานในท้องถิ่นได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่าจะเกิดการสร้างงานและกระจายรายได้ไปสู่กลุ่มช่างฝีมือเฉพาะทางจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นแรงงานในภาคการก่อสร้างระดับโครงสร้าง ไปจนถึงทีมวิศวกรและช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญในการติดตั้งระบบอุปกรณ์ระดับสูง
ที่มา : ITPro





































