ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้องคดีที่ Shared Partnership ผู้ผลิตคอนเทนต์รายใหญ่จากแคนาดา ยื่นฟ้อง Meta Platforms เจ้าของ Facebook จากกรณีที่ Meta สั่งปิดเพจที่มีผู้ติดตามรวมกว่า 25 ล้านคนลงอย่างถาวร โดยศาลชี้ว่าการกระทำของ Meta อยู่ภายใต้ความคุ้มครองของกฎหมาย Section 230 ซึ่งเปิดทางให้แพลตฟอร์มมีสิทธิ์เด็ดขาดในการจัดการและถอดถอนคอนเทนต์
ต้นเหตุของเรื่องนี้เริ่มจากการที่ Shared Partnership ดำเนินธุรกิจผลิตสื่อออนไลน์และสร้างรายได้จากการดึงคนเข้าเว็บไซต์ ผ่านการซื้อโฆษณาบน Facebook เป็นเวลานานกว่า 10 ปี จนสามารถสร้างฐานแฟนเพจรวมกันได้มากถึง 25 ล้านคน ทว่ารูปแบบการทำตลาดของบริษัทมักเน้นการใช้พาดหัวข่าวสไตล์เรียกกระแส (Clickbait) และรูปภาพกระตุ้นความสนใจที่สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดกฎของแพลตฟอร์ม
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา Shared ได้ส่งโฆษณาเข้าระบบของ Meta กว่า 500,000 ชิ้น แต่กลับถูกปฏิเสธไปมากกว่า 18,000 ชิ้น เนื่องจากละเมิดนโยบายเรื่องเนื้อหารุนแรง โป๊อนาจาร หรือข้อมูลหลอกลวง เช่น การใช้ภาพอุบัติเหตุสะเทือนขวัญอ้างอิงถึงดาราดัง จนกระทั่งในเดือนตุลาคม 2020 Meta ได้ตัดสินใจขั้นเด็ดขาดด้วยการสั่งปิดเพจทั้งหมดของบริษัทเป็นการถาวร เนื่องจากพบการละเมิดนโยบายซ้ำซาก
การถูกปิดเพจกะทันหันทำให้ Shared สูญเสียช่องทางทำมาหากินหลัก บริษัทจึงยื่นฟ้อง Meta ต่อศาลในข้อหา “การแทรกแซงสิทธิในทรัพย์สิน” (Conversion) โดยอ้างว่าเพจและฐานผู้ติดตามเป็นทรัพย์สินดิจิทัลที่ตนลงน้ำแรงสร้างขึ้นมา ต่อมาบริษัทได้พยายามปรับเปลี่ยนข้อต่อสู้เป็นเรื่อง “การผิดสัญญา” โดยอ้างว่า Meta ฝ่าฝืนข้อตกลงการใช้งาน (Terms of Service) ของตัวเองที่ระบุว่าจะปิดบัญชีก็ต่อเมื่อมีการละเมิดร้ายแรงจริงๆ เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม คณะผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์มีความเห็นว่า กฎหมาย Section 230 แห่ง Communications Decency Act ของสหรัฐฯ ได้คุ้มครองแพลตฟอร์มออนไลน์ในฐานะ “ผู้เผยแพร่” (Publisher) ซึ่งบทบาทการเป็นผู้เผยแพร่นั้นครอบคลุมถึงการใช้วิจารณญาณทางบรรณาธิการ ทั้งการตัดสินใจเลือกนำเสนอเนื้อหา หรือการสั่งถอดถอนเพจและคอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสมออกจากระบบ
ศาลยังระบุเพิ่มเติมว่า เงื่อนไขการให้บริการทั่วไปของ Facebook ไม่ได้ถือเป็นสัญญาที่มาจำกัดสิทธิ์ของ Meta ในการดูแลความเรียบร้อยของแพลตฟอร์ม และคดีนี้แตกต่างจากคดีในอดีตที่แพลตฟอร์มเคยให้คำมั่นสัญญาจำเพาะเจาะจงบางประการไว้ ดังนั้นการตัดสินใจปิดเพจของ Meta จึงเป็นการใช้สิทธิ์ตามบรรณาธิการที่ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมาย
คำตัดสินในคดี Shared Partnership v. Meta Platforms ครั้งนี้ ถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญสำหรับผู้สร้างคอนเทนต์และธุรกิจยุคดิจิทัลว่า การพึ่งพาแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่งมากเกินไปมีความเสี่ยงสูงมาก เพราะตามกฎหมายแล้ว แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง Meta ยังคงมีเกราะคุ้มครองทางกฎหมายที่เข้มแข็งในการแบนหรือปิดบัญชีผู้ใช้ที่ทำผิดกฎ โดยที่ผู้ใช้แทบไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายหรือสิทธิในทรัพย์สินบนแพลตฟอร์มคืนมาได้เลย
ที่มา Time of India






![[ดาวน์โหลด] NIST เผยเอกสาร NISTIR 8547 ช่วยวางแผนการรับมือภัยยุคควอนตัม](https://www.enterpriseitpro.net/wp-content/uploads/2026/10/nist-pqc-180x135.jpg)































