หน้าแรก Artificial Intelligence 83% ขององค์กรไทยได้รับผลกระทบทางธุรกิจในรอบปี โดยมี AI เป็นปัจจัยหนุนการโจมตี

83% ขององค์กรไทยได้รับผลกระทบทางธุรกิจในรอบปี โดยมี AI เป็นปัจจัยหนุนการโจมตี

AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเท่านั้น แต่ยังกลายเป็น “อาวุธชิ้นใหม่” ที่ผู้ประสงค์ร้ายนำมาใช้ยกระดับการโจมตีทางไซเบอร์ให้ทวีความรุนแรง รวดเร็ว และแยบยลยิ่งขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สะท้อนให้เห็นได้จากรายงาน Relentless Defense Report ล่าสุดจากซิสโก้ (Cisco) ที่ระบุว่า ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา มีองค์กรในประเทศไทยสูงถึง 83% ที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ไซเบอร์ร้ายแรงจนส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินธุรกิจ โดยกว่า 2 ใน 5 เป็นผลมาจากภัยคุกคามที่มี AI เข้ามาช่วยสนับสนุน

แม้ตัวเลขความเสี่ยงจะสูงอย่างน่าตกใจ แต่ประเทศไทยกลับมีกลุ่มแนวหน้าที่แข็งแกร่ง โดยองค์กรในไทยทำคะแนนเฉลี่ยด้านความปลอดภัยไซเบอร์ได้ 70 จาก 100 คะแนน และมีถึง 19% ที่จัดอยู่ใน “กลุ่มองค์กรที่มีระบบป้องกันภัยไซเบอร์ที่แข็งแกร่ง” (Relentless Defenders) ซึ่งสามารถลดการเกิดเหตุคุกคามได้มากกว่าองค์กรทั่วไปถึงสองเท่า และนับว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกซึ่งมีองค์กรในกลุ่มนี้เพียง 8% เท่านั้น อย่างไรก็ดี คำถามสำคัญคือองค์กรไทยจะสามารถรักษาความเป็นผู้นำและรับมือกับความเสี่ยงระดับ 83% นี้ไว้ได้นานแค่ไหน ท่ามกลางภัยคุกคามที่หมุนไวเกินกว่าระบบแบบเดิมจะรับมือได้

Advertisement

ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจคือ อุปสรรคใหญ่ที่สุดในการรับมือภัยคุกคามทุกวันนี้ ไม่ได้มาจากเรื่องเทคโนโลยี แต่มาจาก “ภายในองค์กร” เอง โดยผลสำรวจทั่วโลกพบว่าราว 60% ของผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ปัญหาหลักเกิดจากศักยภาพและโครงสร้างภายใน เช่น การประสานงานที่ล่าช้า กระบวนการอนุมัติที่ซับซ้อน และการเข้าถึงข้อมูลที่กระจัดกระจาย หากองค์กรไม่สามารถประสานความร่วมมือระหว่างบุคลากรให้ตอบสนองได้ทันภายในหนึ่งวัน ย่อมเป็นไปไม่ได้เลยที่จะกำกับดูแลระบบอัตโนมัติอย่าง AI Agent ที่ทำงานและตัดสินใจแทนมนุษย์ในระดับเสี้ยววินาที

เมื่อเจาะลึกถึงสาเหตุที่ทำให้ทีมความปลอดภัยไซเบอร์ต้องเสียเวลา และปล่อยให้องค์กรตกอยู่ในภาวะเสี่ยงสูง รายงานพบว่าเกิดจากอุปสรรคสำคัญ 3 ด้านภายใน คือ การทำงานแบบแยกส่วน (Silos) ที่มีองค์กรในไทยเพียง 39% เท่านั้นที่ทีมไซเบอร์ เครือข่าย และ IT ทำงานร่วมกันบนข้อมูลชุดเดียวกัน, ช่องว่างในการสื่อสารกับผู้บริหาร ที่เกือบครึ่งหนึ่ง (49%) ยังใช้ตัวชี้วัดเชิงเทคนิคที่เข้าใจยากจนไม่สามารถนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจได้ และ ปัญหาการเข้าถึงข้อมูล ที่อีกกว่า 45% ต้องสูญเสียเวลาไปกับการรวบรวมข้อมูลกระจัดกระจายข้ามระบบ มากกว่าการมุ่งรับมือกับภัยคุกคามจริง

ในขณะเดียวกัน ศักยภาพของ AI ก็เป็นเครื่องมือสำคัญในการกู้วิกฤตนี้ โดยบุคลากรด้านไซเบอร์ในไทยมากกว่า 90% ยืนยันว่า AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับและรับมือภัยคุกคามได้ดีขึ้นอย่างน้อย 25% ทว่า “ความกังวลด้านความมั่นคงปลอดภัย” เช่น ข้อมูลรั่วไหล หรือการถูกแทรกแซงระบบ ก็กลายเป็นเบรกที่ฉุดให้องค์กรในไทยมากถึง 41% ยังไม่กล้าปรับใช้ AI Agent ในงานปฏิบัติการอย่างเต็มรูปแบบ และมีเพียง 57% เท่านั้นที่มั่นใจว่าพร้อมรับมือหากระบบ AI Agent ถูกแทรกแซง

ทางออกขององค์กรไทยเพื่อปกป้องธุรกิจจากสถิติความเสี่ยงที่สูงถึง 83% จึงไม่ใช่แค่การกว้านซื้อเทคโนโลยีราคาแพงมาติดตั้ง แต่เป็นการก้าวข้ามอุปสรรคภายใน ขจัดกระบวนการทำงานแบบแยกส่วน และหลอมรวมความปลอดภัยไซเบอร์ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการดำเนินงาน เพราะในโลกไซเบอร์ที่ตัดสินกันด้วยความเร็ว องค์กรที่ปรับตัวให้คล่องตัวและตัดสินใจได้แม่นยำที่สุดเท่านั้น จึงจะเป็นผู้รอดชีวิตอย่างแท้จริง