SK Hynix ผู้ผลิตหน่วยความจำยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้ คาดการณ์ว่าภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำจะยืดเยื้อต่อเนื่องไปจนถึงอย่างน้อยปี 2030 ซึ่งแนวโน้มอุปทานตึงตัวอย่างหนักนี้ถูกมองว่าอาจเป็นปัจจัยดันให้ราคาในตลาดปรับตัวสูงขึ้น และช่วยหนุนให้ทั้งรายได้และกำไรของบริษัทพุ่งทะยานขึ้นสู่ระดับสร้างสถิติใหม่
ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากปรากฏการณ์ “วงจรอัจฉริยะ” (Virtuous cycle) ของเทคโนโลยี AI โดยการนำ AI ไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพและสร้างรายได้ในธุรกิจต่างๆ ทั้งการพัฒนาซอฟต์แวร์ งานบริการลูกค้า และระบบค้นหา ได้ส่งผลสะท้อนกลับมาเร่งให้เกิดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
แนวโน้มดังกล่าวนับเป็นข่าวดีอย่างยิ่งสำหรับ SK Hynix เนื่องจากมีผู้ซื้อหน้าใหม่ตบเท้าเข้าสู่ตลาดมากขึ้น ทั้งกลุ่มองค์กรธุรกิจทั่วไปและภาครัฐระดับประเทศที่เร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI แห่งชาติ ยิ่งไปกว่านั้น ตลาดรถยนต์ไร้คนขับและหุ่นยนต์ที่กำลังเติบโตก็จะเป็นอีกหนึ่งแรงส่งสำคัญที่หนุนความต้องการหน่วยความจำให้สูงขึ้นอีกในอนาคต
แม้บริษัทจะพยายามเร่งสร้างโรงงานใหม่เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต แต่เหล่าผู้บริหารยอมรับว่าไม่สามารถขยายได้เร็วพอทันความต้องการ เนื่องจากกระบวนการผลิตขั้นสูงมีความซับซ้อนทางเทคโนโลยีสูงมาก ทั้งยังต้องใช้เวลาก่อสร้างโรงงานนาน ส่งผลให้ภาวะความต้องการล้นตลาด (Demand exceeds supply) จะยังคงดำเนินต่อไปจนถึงปี 2030 ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าสภาวะดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องให้ราคาชิปแพงขึ้นได้
สถานการณ์อุปทานตึงตัวยังมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอีก โดยเฉพาะในช่วง 3 ปีข้างหน้าอย่างปี 2027–2028 เนื่องจาก SK Hynix ได้เซ็นสัญญาระยะยาวกับลูกค้ารายใหญ่ 14 ราย ซึ่งคิดเป็นยอดสั่งซื้อรวมกันเกินกว่าครึ่งหนึ่งของกำลังการผลิตทั้งหมดไปแล้ว
นอกจากนี้ ลูกค้าบางรายยังแสดงความต้องการที่จะต่อสัญญาเพิ่มเติม ซึ่งแน่นอนว่ายักษ์ใหญ่ชิปจากเกาหลีใต้รายนี้ก็พร้อมขานรับข้อตกลงดังกล่าว เพื่อกวาดรายได้ระยะยาวอย่างมั่นคง ในขณะที่ผู้ซื้อทั่วไปอาจต้องเตรียมรับมือกับแนวโน้มสินค้าที่มีจำกัดและราคาที่อาจปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด
ที่มา : Theregister








































