ออราเคิล ยักษ์ใหญ่ด้านซอฟต์แวร์ระดับโลก กำลังวางแผนปรับลดพนักงานครั้งใหญ่จำนวนหลายพันตำแหน่ง เพื่อรับมือกับสภาวะขาดสภาพคล่องทางการเงิน หลังจากที่บริษัททุ่มงบประมาณมหาศาลไปกับการขยายโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยแหล่งข่าวระบุว่าการเลิกจ้างในครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อหลายหน่วยงานทั่วทั้งบริษัท และอาจเริ่มดำเนินการอย่างเร็วที่สุดภายในเดือนนี้
การเคลื่อนไหวในครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้การนำของ เลร์รี เอลลิสัน ประธานบริหาร ที่ต้องการผลักดันให้ออราเคิลก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นหลักในตลาดคลาวด์คอมพิวติ้งเพื่อท้าชนกับ Amazon และ Microsoft โดยเฉพาะการรองรับการประมวลผลอันมหาศาลให้กับลูกค้ารายสำคัญอย่าง OpenAI ซึ่งความพยายามนี้ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งประวัติศาสตร์ของบริษัท จากเดิมที่เน้นเพียงแค่ซอฟต์แวร์ฐานข้อมูล ไปสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ระดับโลก
อย่างไรก็ตาม การขยายตัวอย่างรวดเร็วนี้ต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่สูงลิ่ว ข้อมูลจากวอลล์สตรีทและ Bloomberg คาดการณ์ว่า ค่าใช้จ่ายในการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์จะทำให้กระแสเงินสดของบริษัทติดลบต่อเนื่องไปอีกหลายปี และอาจต้องรอจนถึงปี 2030 กว่าที่การลงทุนครั้งนี้จะเริ่มผลิดอกออกผล ซึ่งเมื่อเดือนที่ผ่านมา ออราเคิลเพิ่งประกาศระดมทุนสูงถึง 5 หมื่นล้านดอลลาร์ผ่านการออกหุ้นกู้และการขายหุ้นเพื่อประคองสภาพคล่อง
นอกจากปัญหาด้านงบประมาณแล้ว ออราเคิลยังระบุว่าการลดพนักงานบางส่วนมีสาเหตุมาจากการที่ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในองค์กร จนทำให้ตำแหน่งงานบางประเภทมีความจำเป็นน้อยลง ขณะเดียวกันบริษัทก็ได้ส่งสัญญาณภายในถึงการตรวจสอบรายการประกาศรับสมัครงานใหม่ในแผนกคลาวด์อย่างเข้มงวด ซึ่งเท่ากับการเข้าสู่สภาวะชะลอหรือระงับการจ้างงาน ในหน่วยธุรกิจที่เคยเป็นความหวังหลักของบริษัท
บทวิเคราะห์มองว่า สถานการณ์ของออราเคิลสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายของเหล่าบริษัทเทคโนโลยีที่กำลังเร่งเครื่องสู่ยุค AI ว่าไม่ใช่เพียงแค่การแข่งขันทางเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังเป็นการเดิมพันด้วยเสถียรภาพทางการเงินครั้งสำคัญ ซึ่งหากการบริหารจัดการกระแสเงินสดไม่เป็นไปตามเป้า พนักงานจำนวนมหาศาลอาจต้องเป็นฝ่ายรับภาระจากการปรับโครงสร้างเพื่อความอยู่รอดในสมรภูมิใหม่นี้









































