แคสเปอร์สกี้เปิดเผยรายงานภัยคุกคามไซเบอร์ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2026 พบการโจมตีธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMB) ทั่วโลกมากกว่า 33,300 ครั้ง โดยใช้วิธีปลอมแปลงมัลแวร์เป็นบริการ AI ยอดนิยม ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนเกือบ 5 เท่า ส่วนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พบการโจมตีสูงถึง 1,800 ครั้ง เพิ่มขึ้นเกือบ 7 เท่า สะท้อนให้เห็นว่าแฮกเกอร์ฉวยโอกาสจากกระแสความนิยมเครื่องมือ AI ที่เข้ามามีบทบาทในองค์กรธุรกิจมากขึ้นอย่างชัดเจน
รูปแบบการล่อลวงที่พบบ่อยที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือการส่งมัลแวร์ที่แอบอ้างเป็น AI ชื่อดัง โดย ChatGPT ครองอันดับหนึ่งที่ 44% ตามด้วย DeepSeek 33% และ Claude 11% นอกจากนี้ยังเริ่มพบการแอบอ้างเครื่องมือใหม่อย่าง OpenClaw อีกด้วย ซึ่งซอฟต์แวร์แฝงร้อยละส่วนใหญ่ที่ตรวจพบคือ โทรจแวร์ (Trojware) ที่สามารถขโมย ลบ หรือหลอกลวงข้อมูลสำคัญขององค์กรได้ ส่งผลให้ธุรกิจ SMB เสี่ยงต่อการถูกแฮกระบบและสูญเสียข้อมูลสำคัญอย่างยิ่ง
ขณะเดียวกัน แอปพลิเคชันสื่อสารและการประชุมออนไลน์อย่าง Telegram, WhatsApp, Zoom และ Microsoft Teams ยังคงถูกใช้เป็นเหยื่อล่ออยู่อย่างต่อเนื่อง โดยแคสเปอร์สกี้สามารถบล็อกการโจมตีที่แอบอ้างแอปเหล่านี้ได้เกือบ 415,000 ครั้งในช่วงเวลาเดียวกัน แสดงให้เห็นว่าเหล่าอาชญากรไซเบอร์ยังคงใช้กลยุทธ์แอบอ้างแอปพลิเคชันที่พนักงานคุ้นเคยเพื่อเข้าถึงระบบภายในองค์กร ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่แพร่หลายและไม่ควรมองข้าม
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ SMB เป็นเป้าหมายหลัก คือข้อจำกัดด้านงบประมาณและทรัพยากรบุคคล ส่งผลให้การอัปเดตความรู้ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ของพนักงานยังไม่ครอบคลุม โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ธุรกิจมากกว่า 90% เป็นกลุ่ม SMB ทำให้แฮกเกอร์มองว่าเป็นจุดอ่อนที่สามารถโจมตีได้ง่าย การเสริมสร้างรากฐานความปลอดภัยและปรับความเข้าใจของพนักงานจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่มองข้ามไม่ได้
เพื่อป้องกันภัยคุกคามนี้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้พนักงานเพิ่มความระมัดระวังในการดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ หมั่นตรวจสอบชื่อโดเมนเว็บไซต์และลิงก์ในอีเมลอย่างละเอียดก่อนคลิกเสมอ ด้านองค์กรควรพิจารณาเลือกใช้โซลูชันความปลอดภัยที่ออกแบบมาเพื่อธุรกิจ SMB โดยเฉพาะ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่สร้างภาระทางการเงินหรือการดำเนินงานแก่ธุรกิจมากเกินไป









































