หน้าแรก Data Center เตรียมดาต้าเซ็นเตอร์ของคุณให้พร้อมกับความเร็วระดับ 100G

เตรียมดาต้าเซ็นเตอร์ของคุณให้พร้อมกับความเร็วระดับ 100G

1736
แบ่งปัน

เพื่อตอบสนองความต้องการทั้งระดับคอนซูเมอร์และองค์กรด้านข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว (โดยเฉพาะการใช้งานด้านการสตรีมมิ่งวิดีโอ และรองรับการใช้อุปกรณ์ IoT จำนวนมาก) ดาต้าเซ็นเตอร์ก็จำเป็นต้องมีการอัพเกรดโครงสร้างพื้นฐานของตัวเองด้วย

ปัจจุบันดาต้าเซ็นเตอร์ส่วนใหญ่กำลังให้ความสำคัญกับการยกระดับตัวเองให้รองรับความเร็ว 100 Gbps ซึ่งพบว่ามีถึง 28 เปอร์เซ็นต์ของดาต้าเซ็นเตอร์ในองค์กรต่างๆ ที่เริ่มปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของตัวเองกันแล้ว

สำหรับบริษัทที่ต้องการริเริ่มโครงการยกระดับดาต้าเซ็นเตอร์ของตนเองบ้างนั้น มีสิ่งที่ควรพิจารณาหลักๆ อยู่ 3 ด้าน ทั้งสถานะปัจจุบันและสถานะที่ต้องการในอนาคต อันได้แก่ การเข้าใจทางเลือกของลิงค์ 100G แบบต่างๆ การพิจารณาสิ่งที่จำเป็นในอนาคตก่อนเลือกสายไฟเบอร์แบบใหม่ และการพิจารณาถึงวิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีดาต้าเซ็นเตอร์

1. ทำความเข้าใจกับทางเลือกต่างๆ

สำหรับการทำความเข้าใจทางเลือกของลิงค์ 100G แบบต่างๆ ซึ่งนับเป็นองค์ประกอบแบบเลเยอร์ 0 ที่แต่ละแบบต่างเหมาะกับความต้องการและงบประมาณที่แตกต่างกันตัวอย่างเช่น ถ้าปัจจุบันดาต้าเซ็นเตอร์กำลังใช้ความเร็วระดับ 10G และมีสถานีไฟเบอร์ระดับ OM3 ที่วิ่งได้ไกลสุด 65 เมตร แล้วตอนนี้เกิดอยากจะยกระดับขึ้นเป็น 100G แล้ว คุณก็มีสองทางเลือกได้แก่ SWDM4 และ BiDiที่ยังสามารถทำงานร่วมกับโครงสร้างพื้นฐานเดิมได้

และในทางกลับกัน ถ้าคุณกำลังใช้ระบบ 10G และต้องการจะยกระดับขึ้นเป็น 100G ซึ่งปัจจุบันคุณมีสถานีไฟเบอร์แบบ OM4 ที่วิ่งได้ไกลมากกว่า 100 เมตรแล้ว คุณก็จำเป็นต้องอัพเกรดระบบเหล่านี้มาเป็นสายใยแก้วนำแสงแบบ Single Mode

แต่ไม่เพียงแค่นี้ สำหรับระยะทางไกลแล้ว คุณก็มีทางเลือกในการใช้ SMF ไม่ว่าจะเป็นแบบ Duplex หรือ Parallel ซึ่งการพิจารณาว่าจะใช้แบบไหนนั้น สำหรับการลากสาย “ระยะปานกลาง” (ไกลกว่า 100 เมตรแต่ไม่ถึง 500 เมตร) ค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง SMF ระหว่างแบบ Parallel กับ Duplex ก็ไม่ต่างกันเท่าไร

แต่ก็สามารถประหยัดได้มากขึ้นถ้าสามารถใช้สายใยแก้วนำแสงแบบ PSM4 แทน CWDM4 ได้ (ซึ่งอาจประหยัดได้มากถึง 7 เท่า) แต่ประเด็นสำคัญคือ คุณจำเป็นต้องวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายด้วยตัวเอง และอย่าลืมพิจารณาถึงอนาคต เนื่องจาก SMF แบบ Pararellจะถูกกว่าสำหรับการอัพเกรดขึ้นเป็น 400G

นอกจากนี้แล้ว คู่สายไฟเบอร์แต่ละคู่ในสายไฟเบอร์แบบ Parallel ยังสามารถแยกออกจากกันใน Patch Panel เพื่อให้การเชื่อมต่อไฟเบอร์แบบ Duplex ที่มีความหนาแน่นมากขึ้นได้ด้วย

2. ความต้องการในอนาคต

ส่วนด้านการพิจารณาความต้องการในอนาคตก่อนเลือกสายไฟเบอร์ใหม่นั้น จะดีที่สุดถ้าอัพเกรดดาต้าเซ็นเตอร์โดยคำนึงถึงอนาคตเป็นหลัก เมื่อคิดจะลากสายไฟเบอร์ใหม่แล้ว ควรแน่ใจว่าเลือกรูปแบบการติดตั้งที่รองรับอนาคตได้เหมาะสมที่สุด

เช่น ในระยะทางไกลนั้นก็ควรใช้ Parallel SMF แต่ก็มีจุดที่ค่าใช้จ่ายในการลากสายไฟเบอร์เพิ่มเติมนั้นอาจจะสูงเกินประโยชน์ที่ได้จากระบบไฟเบอร์ที่เคยถูกกว่าได้ จึงควรคำนวณให้รอบด้าน และจำไว้ว่า การวางแผนที่รองรับความต้องการในอนาคต ถือเป็นการตัดสินใจด้านธุรกิจเทียบเท่ากับการตัดสินใจทางเทคนิค

ดังนั้นจึงควรตอบคำถามให้ได้ว่า เมื่อไรถึงจำเป็นต้องอัพเกรดขึ้นเป็น 400G โดยพิจารณาถึงช่วงเวลาระหว่างการอัพเกรดที่เคยทำจากช่วง 1G ไป 10G และจาก 10G ไป 100G รวมถึงการอัพเกรดไป 100G ในตอนนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่ดีไหม เทียบกว่าแผนยุทธศาสตร์ทางธุรกิจ

3. วิวัฒนาการของเทคโนโลยี

สำหรับด้านการพิจารณาวิวัฒนาการของเทคโนโลยีดาต้าเซ็นเตอร์นั้น โซลูชั่นทางเทคโนโลยีมีแนวโน้มที่จะถูกลงเรื่อยๆ เมื่ออยู่ในตลาดเป็นเวลานาน ดังนั้นถ้าดาต้าเซ็นเตอร์ของคุณสามารถรอได้อีก 2 – 3 ปีก่อนอัพเกรดแล้ว การรอก่อนอาจเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุดก็ได้

ที่มา : Networkcomputing

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here