ในงาน SAP Sapphire 2569 ที่ผ่านมา SAP SE ได้ประกาศก้าวสำคัญสู่ยุค Autonomous Enterprise ซึ่งเป็นการยกระดับเวิร์กโฟลว์ทางธุรกิจผ่านการทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อระหว่างมนุษย์และ AI โดย Christian Klein ประธานกรรมการบริหารของ SAP เน้นย้ำว่ากระบวนการระดับ Mission-critical นั้นต้องการความแม่นยำสูงสุด การรวม SAP Business AI Platform เข้ากับ SAP Autonomous Suite จึงเป็นหัวใจสำคัญในการวางรากฐาน AI Agents ลงในข้อมูลและการกำกับดูแล เพื่อขับเคลื่อนผลลัพธ์ที่ถูกต้องตามกฎระเบียบและปลอดภัย ซึ่งจะช่วยเปิดประตูสู่การสร้างรายได้และการประหยัดต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญให้กับองค์กรทั่วโลก
รากฐานที่แข็งแกร่งนี้ถูกขับเคลื่อนด้วย SAP Business AI Platform ที่รวมเอาข้อมูลและเทคโนโลยีการสร้าง AI ไว้ในสภาพแวดล้อมเดียว โดยมี SAP Knowledge Graph เป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ AI Agents เข้าใจโครงสร้างและความสัมพันธ์ของข้อมูลในองค์กรได้อย่างลึกซึ้ง นอกจากนี้ยังมี Joule Studio ที่เปิดโอกาสให้นักพัฒนาสร้าง Agentic Workflows ได้อย่างอิสระทั้งแบบ No-code และ Pro-code บนโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคง ทำให้ AI สามารถทำงานภายใต้บริบททางธุรกิจจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าที่เคยเป็นมา
ในแง่ของการนำไปใช้งานจริง SAP Autonomous Suite ได้เข้ามาเปลี่ยนโฉมแอปพลิเคชันธุรกิจเดิมให้มีความฉลาดมากขึ้นผ่าน Joule Assistants เฉพาะทางกว่า 50 รายการ และ Agents อีกกว่า 200 ตัวที่ครอบคลุมทุกฟังก์ชันตั้งแต่การเงินไปจนถึงซัพพลายเชน ตัวอย่างเช่นการปิดงบการเงินที่เคยใช้เวลานานหลายสัปดาห์ก็สามารถทำให้เสร็จสิ้นได้ในไม่กี่วันด้วยระบบอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมี Industry AI ที่นำ Logic เฉพาะทางของแต่ละอุตสาหกรรมมาใช้ เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อลด Downtime ของเครื่องจักรในกลุ่มพลังงาน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนจากการทำงานเชิงรับมาเป็นการป้องกันปัญหาล่วงหน้าอย่างแม่นยำ
นอกจากประสิทธิภาพด้านเทคนิคแล้ว SAP ยังได้พลิกโฉมประสบการณ์ผู้ใช้ผ่าน Joule Work ที่ช่วยให้การสื่อสารกับซอฟต์แวร์ซับซ้อนกลายเป็นเรื่องง่ายเพียงแค่การสนทนา โดยที่ Joule จะจัดการ workflows และประสานงานกับ agents เบื้องหลังให้โดยอัตโนมัติทั้งบนเดสก์ท็อปและมือถือ และเพื่อเป็นการเร่งการเปลี่ยนผ่านนี้ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น SAP ได้จัดตั้งกองทุนมูลค่า 100 ล้านยูโรเพื่อสนับสนุนลูกค้าและพาร์ตเนอร์ พร้อมเครื่องมือ transformation แบบ agent-led ที่ช่วยลดภาระในการย้ายระบบ ERP ได้มากกว่า 35% ส่งผลให้การก้าวเข้าสู่โลกของ Autonomous Enterprise เป็นเรื่องที่เข้าถึงได้จริงและเห็นผลลัพธ์ในเชิงธุรกิจได้อย่างชัดเจนที่สุด






































