วงการไซเบอร์ซีเคียริตี้กำลังจับตามองปฏิบัติการใหม่ของกลุ่มมัลแวร์เรียกค่าไถ่ในชื่อ “Kyber” ที่เพิ่งเปิดตัวการโจมตีอย่างรุนแรงต่อระบบโครงสร้างพื้นฐานขององค์กร โดยมุ่งเป้าไปที่ทั้งระบบปฏิบัติการ Windows และเซิร์ฟเวอร์เสมือนอย่าง VMware ESXi จุดที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้เชี่ยวชาญคือการพบว่า หนึ่งในสายพันธุ์ของมันเริ่มนำอัลกอริทึม Kyber1024 ซึ่งเป็นการเข้ารหัสลับหลังยุคควอนตัม มาใช้ เพื่อทำให้การถอดรหัสข้อมูลในอนาคตทำได้ยากขึ้นไปอีกขั้น
จากการวิเคราะห์ของทีมตอบโต้ภัยคุกคามจาก Rapid7 เมื่อช่วงเดือนมีนาคม 2026 ที่ผ่านมา พบหลักฐานการโจมตีที่น่าสนใจในเครือข่ายเดียวแต่มีการใช้มัลแวร์ถึงสองรูปแบบ โดยตัวแปรแรกถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจัดการกับระบบ VMware ESXi โดยเฉพาะ มัลแวร์ตัวนี้มีความสามารถในการเข้ารหัส Datastore ทั้งระบบ สั่งปิดการทำงานของ Virtual Machine (VM) ที่กำลังรันอยู่ และยังอุกอาจถึงขั้นเข้าไปแก้ไขหน้าจอจัดการระบบ (Management Interface) เพื่อแสดงข้อความเรียกค่าไถ่ทิ้งไว้ให้ผู้ดูแลระบบดูต่างหน้า
ในขณะเดียวกัน อีกฟากหนึ่งของเครือข่ายก็ถูกโจมตีด้วย Kyber เวอร์ชัน Windows ซึ่งพัฒนาขึ้นด้วยภาษา Rust ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเร็วและความซับซ้อนในการถูกตรวจจับ โดยในเวอร์ชันล่าสุดนี้ผู้พัฒนาได้ระบุว่ามีการเพิ่มฟีเจอร์ “ระดับทดลอง” ที่ออกแบบมาเพื่อโจมตีและเข้ารหัสระบบ Hyper-V โดยเฉพาะ แสดงให้เห็นถึงความพยายามของกลุ่มแฮกเกอร์ที่ต้องการปิดประตูตายทุกทาง ไม่ให้เหยื่อสามารถกู้คืนระบบผ่านเซิร์ฟเวอร์สำรองที่เป็น Virtualization ได้เลย
ความน่ากลัวของแคมเปญนี้อยู่ที่กลยุทธ์การทำลายล้างแบบเบ็ดเสร็จ เพราะแม้จะใช้มัลแวร์คนละสายพันธุ์บนระบบที่ต่างกัน แต่ทั้งคู่กลับมีรหัสแคมเปญ (Campaign ID) เดียวกันและใช้โครงสร้างพื้นฐานในการเรียกค่าไถ่ผ่านเครือข่าย Tor ร่วมกัน บ่งชี้ว่าเป็นการลงมือจากผู้โจมตีรายเดียวกันที่วางแผนมาอย่างแยบยลเพื่อเข้ารหัสเซิร์ฟเวอร์ทุกตัวในองค์กรพร้อมกันในคราวเดียว เพื่อกดดันให้เหยื่อไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมจ่ายค่าไถ่จำนวนมหาศาลเท่านั้น
การปรากฏตัวของ Kyber ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่สำคัญสำหรับองค์กรในยุคปัจจุบันว่า กลุ่มอาชญากรไซเบอร์ไม่ได้เพียงแค่โจมตีไฟล์ทั่วไปอีกต่อไป แต่กำลังยกระดับไปสู่การยึดครองระดับโครงสร้างพื้นฐานและนำเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างการเข้ารหัสยุคควอนตัมมาใช้งานจริง การเตรียมความพร้อมด้วยการสำรองข้อมูลแบบออฟไลน์ (Offline Backup) และการหมั่นตรวจสอบความปลอดภัยของระบบ Virtualization จึงกลายเป็นปราการด่านสุดท้ายที่ทุกองค์กรจะละเลยไม่ได้อีกต่อไป
ที่มา : BPC











































