โลกไซเบอร์กำลังสั่นคลอนเมื่อมีการเปิดเผยว่า กลุ่มแฮกเกอร์ตัวฉกาจได้ยกระดับการโจมตีขึ้นไปอีกขั้น โดยการใช้เครื่องมือ AI สายพันธุ์ใหม่ชื่อ “CyberStrikeAI” เข้าถล่มอุปกรณ์ Fortinet FortiGate กว่า 600 เครื่องใน 55 ประเทศทั่วโลก ความน่ากลัวของมันอยู่ที่การเป็นแพลตฟอร์มแบบ AI-native ที่ออกแบบมาเพื่อเจาะระบบโดยเฉพาะ ช่วยให้แฮกเกอร์สามารถสแกนหาช่องโหว่และวางแผนโจมตีแบบอัตโนมัติได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
สิ่งที่ทำให้นักวิจัยความปลอดภัยจาก Team Cymru ตกตะลึงคือความซับซ้อนของเครื่องมือนี้ ซึ่งพัฒนาโดยนักพัฒนาชาวจีนนามแฝงว่า “Ed1s0nZ” โดยใช้ภาษา Go และรวบรวมเครื่องมือโจมตีไว้มากกว่า 100 ชนิด นอกจากนี้ยังมีการดึงพลังของ Generative AI ชื่อดังอย่าง Anthropic Claude และ DeepSeek มาช่วยวิเคราะห์ลำดับการโจมตี ทำให้การป้องกันระบบแบบเดิมแทบจะรับมือได้ยาก เพราะ AI สามารถปรับเปลี่ยนวิธีการเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับได้ตลอดเวลา
จากการแกะรอยพบว่าเครื่องมือ CyberStrikeAI ไม่ได้เป็นเพียงผลงานของแฮกเกอร์อิสระ แต่มีหลักฐานบ่งชี้ว่านักพัฒนาอาจมีความเชื่อมโยงกับหน่วยงานของรัฐบาลจีน หรือบริษัทเอกชนที่สนับสนุน กระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐของจีน โดยพบการใช้งานเซิร์ฟเวอร์ส่วนใหญ่ในจีน สิงคโปร์ และฮ่องกง ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนภัยระดับสูงว่าสงครามไซเบอร์ในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนโฉมหน้าไปสู่การใช้ AI เป็นอาวุธหลักอย่างเต็มตัว
นอกจากเครื่องมือเจาะระบบตัวนี้แล้ว นักพัฒนาคนดังกล่าวยังมีประวัติการสร้าง Ransomware และเครื่องมือสำหรับ “Jailbreak” หรือการปลดล็อกข้อจำกัดของโมเดล AI อย่าง ChatGPT เพื่อสั่งให้มันทำงานที่ผิดกฎหมายได้อีกด้วย ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นว่าแฮกเกอร์กำลังพยายามทำลายกำแพงความปลอดภัยของ AI เพื่อนำมาใช้เป็นเครื่องมือทำลายล้างทางดิจิทัล ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงขององค์กรและข้อมูลส่วนบุคคลทั่วโลก



































