สำนักงานตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมและสำนักงานอัยการสูงสุดแห่งรัฐฮัมบวร์ค ประเทศเยอรมนี ได้เป็นผู้นำในการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจากอีกหลายประเทศ เข้าทลายเครือข่ายแรนซัมแวร์ชื่อดัง KillSec โดยได้กระจายกำลังเข้าบุกค้นเป้าหมาย 8 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ในสเปน กรีซ สหราชอาณาจักร และโรมาเนีย ยึดโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล พยานหลักฐานสำคัญ และทรัพย์สินที่ได้จากการทำความผิดไว้ได้เป็นจำนวนมาก
ปฏิบัติการครั้งนี้ไม่เพียงหยุดยั้งการทำงานของกลุ่ม แต่เจ้าหน้าที่ยังสามารถยึดระบบและเข้าควบคุมเว็บไซต์ปล่อยข้อมูลรั่วไหลของ KillSec เอาไว้ได้สำเร็จ ช่วยปกป้องข้อมูลสำคัญของเหยื่อมากกว่า 110 เทราไบต์ไม่ให้ถูกนำไปเผยแพร่หรือเข้าถึงโดยมิชอบ นอกจากนี้ยังได้ยึดเซิร์ฟเวอร์หลัก 5 เครื่องที่ใช้บริหารจัดการกิจกรรมไซเบอร์และจัดเก็บข้อมูลที่ขโมยมา พร้อมเปลี่ยนเส้นทางเข้าสู่โดเมนทั้งหมดของ KillSec ให้แสดงหน้าประกาศการสั่งยึดอายัดโดยกฎหมายแทน
เบื้องหลังการทลายเครือข่ายครั้งนี้ นำไปสู่การจับกุมผู้ต้องสงสัย 3 ราย ซึ่งจุดที่สร้างความตกตะลึงให้กับวงการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ คือการพบว่าผู้อยู่เบื้องหลังและเป็นตัวการหลักของกลุ่ม KillSec เป็นเพียงเยาวชนชายชาวโรมาเนียวัย 16 ปีที่ไม่เปิดเผยนาม ส่วนผู้ต้องสงสัยรายอื่นที่ถูกจับกุมทำหน้าที่สนับสนุนในบทบาทแตกต่างกันไป ทั้งผู้ดูแลระบบ นักพัฒนาโปรแกรม ซึ่งขณะก่อเหตุก็ยังคงสถานะเป็นผู้เยาว์เช่นกัน รวมไปถึงผู้เจรจาต่อรองเรียกค่าไถ่และเครือข่ายพันธมิตร
เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงปัญหาน่ากังวลใจในสังคมยุคใหม่ โดย แดเนียล วิลค็อก นักวิเคราะห์ข้อมูลข่าวกรองด้านภัยคุกคามจาก Talion Cyber Security ชี้ว่า นี่เป็นสัญญาณเตือนสำคัญที่ภาครัฐและอุตสาหกรรมไซเบอร์จะมองข้ามไม่ได้ เพราะแสดงให้เห็นว่ามาตรการป้องปรามไม่ให้เยาวชนก้าวเข้าสู่เส้นทางอาชญากรรมไซเบอร์ในปัจจุบันยังไม่ดีพอ ทั้งที่เด็กกลุ่มนี้มีทักษะทางเทคนิคที่สูงมาก จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องชี้แนะและสั่งสอนให้พวกเขารู้จักนำพรสวรรค์ที่มีไปใช้สร้างรายได้ในทางที่ถูกต้อง
นอกจากกลุ่มผู้ต้องสงสัยที่ถูกจับกุมในยุโรปแล้ว การขยายผลยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด ฟูอัด เอลทิบริซี สัญชาติเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสมาชิกคนสำคัญของกลุ่ม ได้ถูกอัยการสหรัฐฯ สั่งฟ้องดำเนินคดีในหลายข้อหาร้ายแรง ทั้งการสมคบคิดเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์โดยมิชอบเพื่อผลประโยชน์ทางการเงิน การเจตนาสร้างความเสียหายต่อระบบคอมพิวเตอร์ที่ได้รับคุ้มครอง และการส่งข้อความข่มขู่เพื่อกรรโชกทรัพย์
การอายัดระบบและดำเนินคดีกับสมาชิกแก๊ง KillSec ครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมทั้งทิ้งโจทย์ใหญ่ไว้ให้สังคมร่วมกันหาแนวทางปกป้องเยาวชนที่มีศักยภาพสูง ไม่ให้ถูกดึงดูดเข้าสู่โลกมืดของอาชญากรรมไซเบอร์ในอนาคต
ที่มา : ITPro




































