หน้าแรก Networking & Wireless Fiber Optic ถึงเวลาแล้ว! ที่องค์กรของคุณต้องหันมาใช้ สายสัญญาณแบบ Cat 6A

ถึงเวลาแล้ว! ที่องค์กรของคุณต้องหันมาใช้ สายสัญญาณแบบ Cat 6A

แบ่งปัน


เราต่างทราบดีว่า Category 6A ถือเป็นสายสัญญาณแบบ Twisted-Pair ที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด ซึ่งรองรับความเร็วระดับ 10 กิกะไบต์ และมีประวัติการใช้งานมายาวนานกว่าทศวรรษแล้ว ดังนั้นคุณอาจแปลกใจที่รู้ว่าสายสัญญาณก่อนหน้าอย่าง Category 6 (ที่ตอนนี้มีอายุถึง 17 ปีแล้ว!) ยังครองส่วนแบ่งตลาดสายสัญญาณดังกล่าวในทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง หรือแม้กระทั่งสายสัญญาณรุ่นเก่าอย่าง Category 5e ที่เปิดตัวมาตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว ก็ยังครองส่วนแบ่งสำคัญในตลาดอยู่

แต่เมื่อเราจำต้องพิจารณาถึง มาตรฐานสายสัญญาณ, เทคโนโลยี PoE, และเทคโนโลยีล้ำสมัยใหม่ๆ ในยุคนี้ คงจะลำบากมากถ้ายังฝืนที่จะจะใช้สายสัญญาณที่มีเทคโนโลยีต่ำกว่า Cat 6A และยิ่งปัจจุบันนี้ผู้ใช้งานระบบ LAN ดั้งเดิมก็น้อยลงกว่าผู้ใช้ Wireless LAN รวมไปถึงมาตรฐาน Wi-Fi รุ่นใหม่ๆ ก็มีความเร็วเฉียดใกล้ระดับ 10 กิกะบิตเข้าไปทุกที ทำให้น่าจะถึงเวลาแล้วที่ Cat 6A จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

เทคโนโลยี Cat 6A คือมาตรฐานสายสัญญาณแห่งอนาคต
เมื่อคุณพิจารณามาตรฐานด้านสายสัญญาณล่าสุด มักไม่พบคำแนะนำให้ใช้สายแบบเก่าอย่าง Cat 5e หรือ Cat 6 แล้ว แทบจะเรียกได้ว่ามาตรฐานของ TIA ทุกรายการในปัจจุบันต่างแนะนำให้ใช้สาย Cat 6A ในการติดตั้งระบบใหม่ รวมถึงมาตรฐานทั่วไปของสายสัญญาณสำหรับอาคารเชิงพาณิชย์ (TIA-568), มาตรฐานสำหรับระบบในสถานศึกษา (TIA-4966), มาตรฐานสำหรับสถานบริการทางการแพทย์ (TIA-1179), มาตรฐานสำหรับอาคารที่ใช้ระบบอัจฉริยะ (TIA-862-B) เป็นต้น หรือแม้แต่มาตรฐานล่าสุดจากค่าย ISO/IEC ก็ตาม อีกนัยหนึ่งคือ ถ้าลูกค้าของคุณไม่อยากตกเทรนด์ ก็ควรที่จะเลือกติดตั้ง Cat 6A สำหรับโปรเจ็กต์ใหม่ๆ เลยจะดีกว่า (หรือไม่เช่นนั้น คุณในฐานะผู้วางระบบ ก็ควรแจ้งเหตุผลให้ลูกค้าทราบถ้ายังระบุมาให้ใช้ Cat 6)

ไม่ใช่แค่มาตรฐานสายสัญญาณเท่านั้น ทาง HDBaseT ที่ครองตลาดด้านระบบภาพและเสียง ก็ยังแนะนำให้ใช้ Cat 6A เพื่อให้ได้ระยะลากสายเต็มที่ที่ 100 เมตร แทนที่สายสัญญาณแบบ Cat 5e และ Cat 6 เนื่องจากคุณจะใช้ระยะได้แค่ 10 หรือ 40 เมตรเท่านั้น

รองรับ PoE ได้ดีกว่า
นอกเหนือจากเรื่องของระดับการใช้งานพลังงานที่สูงขึ้น สำหรับ PoE แบบ 4 คู่สายทั้ง Type 3 และ Type 4 รวมไปถึงอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานจากระบบ PoE อย่างเช่นกล้องวงจรปิดและแอคเซสพอยต์ไร้สาย ที่ในปัจจุบันต่างก็มีจำนวนมากกว่าอุปกรณ์ที่ใช้ไฟฟ้า AC แบบเดิมแล้วนั้น ก็ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ควรเลือกติดตั้ง Cat 6A ด้วย

ซึ่งเป็นประเด็นที่ได้รับการพูดถึงมาระยะหนึ่งแล้ว นั่นก็คือ เรื่องของความร้อนที่เพิ่มสูงขึ้นภายในกลุ่มสายสัญญาณที่รองรับ PoE โดยสาย Cat 6A จะทำงานได้ดีกว่าในแง่ของการระบายความร้อน เมื่อเทียบกับสาย Cat 5e และ Cat 6 จึงเป็นเหตุผลที่มีการกำหนดเกณฑ์ของอุณหภูมิที่สูงขึ้นได้มากสุดที่ 15 องศาเซลเซียสสำหรับ PoE ขนาด 100 วัตต์ จากคำแนะนำในส่วนของมาตรฐาน TIA’s TSB-184-A ในส่วนการรองรับการส่งพลังงานไฟฟ้าบนสายสัญญาณ Twisted-Pair (ที่ปัจจุบันได้ถูกรวมเข้ากับมาตรฐานล่าสุด TIA 568.2-D) ก็ระบุว่าในกลุ่มสายสัญญาณต้องมีสาย UTP แบบ Cat 6A มากกว่า Cat 6 ประมาณ 25% และ มีมากกว่าสายสัญญาณ Cat 5e จำนวน 70%

มาตรฐาน Wi-Fi ใหม่จำเป็นต้องใช้สาย Cat 6A
จากการเปิดตัวมาตรฐาน IEEE 802.11ac เมื่อปี 2013 สำหรับ Wi-Fi ที่มีทรูพุตสูง (หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ Wi-Fi 5) ทำให้ TIA ได้ออกมาตรฐานคำแนะนำสายสัญญาณสำหรับการสื่อสารโทรคมนาคมสำหรับแอคเซสพอยต์ โดยพวกเขาแนะนำให้ใช้สายสัญญาณแบบ Cat 6A เพื่อรองรับระบบ WLAN แม้ว่าทางฝั่งมาตรฐาน 2.5/5GBASE-T เคยเป็นทางเลือกหลักที่แนะนำให้ใช้สาย Cat 5e และ Cat 6 เพื่อรองรับ Wi-Fi 5 ก็ตามที แต่ต้องบอกว่าสำหรับมาตรฐานไว-ไฟล่าสุดอย่าง Wi-Fi 6 นั้นถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งโดยสิ้นเชิง

IEEE 802.11ax (Wi-Fi 6) ที่ประกาศใช้เป็นทางการปีนี้ ได้ให้ทรูพุตที่เร็วขึ้นกว่าเดิมถึง 4 เท่าเมื่อเทียบกับ Wi-Fi 5 ซึ่งตั้งเป้าที่จะให้ความเร็วสูงสุดเข้าใกล้ระดับ 10 กิกะบิตต่อวินาทีโดยใช้เทคนิคการรวมลิงค์ และเพิ่มสตรีมการรับส่งข้อมูลของ Wi-Fi 5 เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ดังนั้นวิธีเดียวที่จะรองรับการรวมลิงค์ และได้ทรูพุตเต็มศักยภาพของ Wi-Fi 6 คือการรวมลิงค์แบบ Cat 6A สองลิงค์เชื่อมเข้ากับทุกแอคเซสพอยต์เท่านั้น

ข้ออ้างเดิมๆ เริ่มใช้ไม่ได้ผลแล้วในยุคนี้
มีการพูดถึงเหตุผลว่า แล้วทำไม Cat 6 ยังคงครองส่วนแบ่งตลาดส่วนใหญ่ได้ล่ะ? คำตอบบางที่เรามักได้ยินกัน ก็มีเช่น ติดตั้งได้ง่ายเพราะฉนวนที่เล็กกว่า, ราคาที่ย่อมเยากว่า, เรายังไม่มีความจำเป็นต้องใช้ความเร็วถึงระดับ 10 กิกะบิต เป็นต้น แต่ในยุคของ IoT ที่ระบบต่างๆ ล้วนต้องผสานเข้าด้วยกันและต้องการความเร็วมากขึ้น อีกทั้งผู้ใช้งานหันมาใช้ระบบเครือข่ายแบบไร้สายเพิ่มขึ้น และยังรวมไปถึงอุปกรณ์จำนวนมากที่หันมาใช้พลังงานผ่านระบบ PoE (นี่ยังไม่ได้พูดถึงต้นทุนที่จะถูกกว่าในอนาคตของ Cat 6A เลยน่ะ) ฟันธงตรงนี้เลยว่า ถ้าคุณยังไม่ใช้ Cat 6A ก็อาจทำให้ลูกค้าตกอยู่ในความเสี่ยง ที่ในอนาคตอาจต้องเปลี่ยนระบบจาก Cat 5e หรือ Cat 6 ก็เป็นได้ ซึ่งถึงเวลานั้นจะทำให้เปลืองเงินมากกว่าเดิมเสียอีก

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าคุณก็ยังจะเจอกับลูกค้าที่ยืนยันที่จะเลือก Cat 5e และ Cat 6 อยู่ดี แม้จะอธิบายเหตุผลต่างๆ ที่เห็นภาพชัดเจนข้างต้นไปแล้ว และแม้อุปกรณ์ทดสอบอย่าง Fluke Networks DSX CableAnalyzer™ Series Copper Cable Certifiers สามารถทดสอบสายสัญญาณกลุ่มนี้ได้ทุกประเภทก็ได้ตาม (รวมถึงที่อยู่ในมาตรฐาน 2.5/5GBASE-T) แต่เพื่ออนาคตแล้วเราก็ยังแนะนำให้ใช้ Cat 6A อยู่ดี

สามารติดตามข้อมูลต่างๆ ได้ที่เพจ Fluke Network

ที่มา: https://www.flukenetworks.com/blog/cabling-chronicles/cat-6a-bright-future-ahead