หน้าแรก Home feature 4 ทักษะด้านไอที ที่จะช่วยพัฒนาธุรกิจให้มีประสิทธิภาพ

4 ทักษะด้านไอที ที่จะช่วยพัฒนาธุรกิจให้มีประสิทธิภาพ

แบ่งปัน

หลังจากต้องคอยเป็นไอทีซัพพอร์ตจำเป็นให้ทั้งคนในครอบครัวและเพื่อนฝูงมานาน คงจะพอเห็นช่องทางโอกาสทำธุรกิจจากการที่ทุกธุรกิจหรือแม้แต่ทุกคนตามบ้านต่างก็ใช้คอมพิวเตอร์กันทั้งนั้น แต่ผู้ใช้ทั่วไปมักจะไม่มีเวลาหรือทักษะมากพอที่จะซ่อมบำรุงหรืออัพเกรดด้วยตัวเอง

ซึ่งจากสถิติของ Statista ในอเมริกาประเทศเดียวนั้น รายได้จากงานบริการด้านไอทีและธุรกิจที่เกี่ยวข้องพุ่งสูงแตะ 5 แสนล้านดอลลาร์ฯ ในปี 2017 และชี้ด้วยว่าความต้องการยังมากกว่าซัพพลายพอสมควรโดยเฉพาะบริการซ่อมบำรุงคอมพิวเตอร์ ดังนั้น ถ้าท่านต้องการสร้างธุรกิจได้ด้วยทักษะและประสบการณ์ทางไอทีของตัวเองแล้ว มีเคล็ดลับ 4 ประการสำหรับก่อร่างสร้างตัวดังต่อไปนี้

1. ด้านการบริหารงาน

เมื่อเริ่มก่อตั้งธุรกิจก็ย่อมมีงานเอกสารทางกฎหมายมากมายที่ต้องจดทะเบียน ตั้งแต่การจดเป็นนิติบุคคล ที่มีหลากหลายแบบขึ้นกับโครงสร้างและตำแหน่งที่ตั้งของธุรกิจ อย่างในไทยก็มีทั้งห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทจำกัด ซึ่งแต่ละแบบล้วนมีอัตราการจ่ายภาษีหรือภาระหน้าที่ทางกฎหมายต่างกันด้วย และการที่ไม่ได้จดทะเบียนหรือทำระบบภาษีอย่างถูกต้องตั้งแต่แรกก็อาจส่งผลต่อความสำเร็จของธุรกิจในระยะยาว ดังจะเห็นจากข่าวที่กรมสรรพากรเริ่มปฏิรูปการตรวจจับผู้หลบเลี่ยงภาษีจากข้อมูลบัญชีธนาคารหรือจำนวนการโอนจ่ายเงินแล้ว เป็นต้น

2. ทำประกันที่เกี่ยวข้อง

นอกจากประกันพื้นฐานอย่างอัคคีภัยหรือการขนส่งแล้ว ยังมีประกันที่คุ้มครองความเสี่ยงระหว่างการทำธุรกิจ เช่น การคุ้มครองการเคลมความเสียหายจากลูกค้า หรือการต่อสู้ทางกฎหมายซึ่งประกันลักษณะนี้กำลังเป็นที่สนใจและได้รับความสำคัญเป็นอย่างมากในอเมริกา ประเทศที่มีการฟ้องร้องเคลมค่าเสียหายกันง่ายเหมือนการอาบน้ำแปรงฟันในชีวิตประจำวัน

3. ทำความเข้าใจกลุ่มลูกค้าให้ละเอียด

เราจำเป็นต้องมองกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้ชัดเจน ถ้าต้องการเจาะกลุ่มธุรกิจในท้องถิ่นแล้ว กิจกรรมทางธุรกิจหลักย่อมแตกต่างจากการให้บริการลูกค้าที่เป็นผู้ใช้รายย่อยทั่วไป (เช่น การให้ความสำคัญกับบริการบริหารจัดการบำรุงรักษามากกว่าเน้นบริการซ่อมอุปกรณ์โดยตรง หรือประเภทอุปกรณ์ด้านไอทีที่มักแตกต่างกันระหว่างกลุ่มผู้ใช้ทั่วไปที่มักเน้นคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก อุปกรณ์พกพา ขณะที่ลูกค้าระดับองค์กรจะมีความหลากหลายและซับซ้อนของอุปกรณ์ หรือต้องการทักษะที่จำเพาะมากกว่า เช่น เซิร์ฟเวอร์ ปริ๊นท์เตอร์ ระบบเน็ตเวิร์ก เป็นต้น) นอกจากนี้ยังต้องทำแบรนด์ให้น่าดึงดูดในกลุ่มลูกค้าเป้าหมายด้วย ตั้งแต่ชื่อแบรนด์, โลโก้, และเว็บไซต์ที่สัมพันธ์กับตลาดที่ต้องการ อย่าลืมพิจารณาข้อดีและข้อเสียของตลาดแต่ละกลุ่มก่อน เช่น ตลาดผู้ใช้ทั่วไปมักตอบสนองต่อการลงโฆษณาและโปรโมชั่นทางการตลาดมากกว่า แต่ก็คิดมากเรื่องราคากว่าเช่นกัน ขณะที่ตลาดลูกค้าระดับองค์กรจะเข้มงวดเรื่องการจัดส่งทันตามกำหนดมากกว่า แต่ก็สามารถคิดราคาตามชั่วโมงการทำงานแบบมืออาชีพได้ด้วยเช่นกัน ลองพิจารณาว่าตลาดกลุ่มไหนตรงกับวิถีชีวิตที่ชื่นชอบแล้วจึงโฟกัสแต่ทางนั้นไปทางเดียว

4. อย่าลืมหมั่นพัฒนาทักษะตนเองอยู่เสมอ

เพราะโลกดิจิตอลที่เราใช้ประกอบอาชีพกันอยู่นี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีนวัตกรรมใหม่ๆ ผุดขึ้นมาบุกตลาดอยู่เสมอ และอาจเข้ามาแทนที่ทักษะเดิมที่คุณเคยเชี่ยวชาญ จึงจำเป็นที่ต้องคอยตามอัพเดทและฝึกอบรมเพื่อทำให้ความสามารถด้านไอทีของตนเองยังตรงกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ตัวอย่างแหล่งข้อมูลสำหรับอัพเดทข่าวสารด้านไอทีที่ได้รับความนิยมได้แก่ เว็บไซต์ ZDNet และ CNET ซึ่งถือเป็นแหล่งข้อมูลที่ดีมากที่แรกสำหรับค้นหาข้อมูลทั้งด้านแอพพลิเคชั่นซอฟต์แวร์และเทคโนโลยี รวมทั้งรายการสัมมนาผ่านเว็บหรือ Webinar ที่ส่วนมากมักเปิดให้เข้าร่วมได้ฟรีด้วย

ย้ำว่าก่อนที่จะตัดสินใจลาออกจากงานประจำนั้น ควรใช้เวลาค้นคว้าเกี่ยวกับตลาดที่ตรงกับทักษะและสไตล์การใช้ชีวิตของตนเองเสียก่อน ศึกษาคู่แข่งในตลาด โดยเฉพาะอัตราการคิดค่าบริการ และจุดขายที่สร้างความแตกต่างจากเจ้าอื่น เพื่อนำมาเป็นมาตรฐานสำหรับตั้งเป้าหมายของตนเอง ตลาดด้านบริการไอทีนี้มีการแข่งขันค่อนข้างสูง แต่ด้วยแรงผลักดัน, ความมุ่งมั่น, และความตั้งใจที่จะศึกษาเรียนรู้อยู่เสมอ ย่อมเป็นบันไดที่มั่นคงสำหรับก้าวสู่ความสำเร็จในการทำธุรกิจ

ที่มา : Hackread