หน้าแรก Home feature วิธีการจัดการปัญหา Network อย่างมีประสิทธิภาพ

[บทความ] วิธีการจัดการปัญหา Network อย่างมีประสิทธิภาพ

1116
แบ่งปัน

ผู้เขียนเชื่อว่าคนที่ทำงานด้านเน็ตเวิร์กมาระยะหนึ่ง มักจะต้องพบกับคำถามยอดนิยมที่ว่าแอพพลิเคชั่นช้าถึงช้ามากเพราะความไม่เสถียรของระบบเน็ตเวิร์ก หรือเพราะปัญหาทางด้านเน็ตเวิร์กทำให้แอพพลิเคชั่นไม่สามารถตอบสนองได้ภายในเวลาที่กำหนดเอาไว้ และบ่อยครั้งที่ต้องใช้เวลาตรวจสอบทราฟฟิกและการทำงานของอุปกรณ์เน็ตเวิร์กหลายชั่วโมงแล้วไม่พบว่ามีเหตุผิดปกติอันใด ทำให้เสียเวลามากมายในการแก้ไขปัญหาเพราะต่างฝ่ายต่างก็มั่นใจว่าปัญหานั้นไม่ได้เกิดจากสิ่งที่ตัวเองดูแลอยู่ ไม่ว่าจะเป็นแอพพลิเคชั่น ระบบฐานข้อมูล เซิร์ฟเวอร์ หรือแม้แต่เน็ตเวิร์กเองก็ตามที ดังนั้นวันนี้เราจะมาเรียนรู้ที่จะแยกแยะและจัดการกับปัญหาอย่างหมาะสม

ปัญหาคลาสิกที่มักจะพบบ่อย
หนึ่งในปัญหาที่องค์กรส่วนใหญ่พบเห็นกัยบ่อยๆ ก็คือไม่มีการวางผัง Architecture ขององค์กรเอาไว้ก่อนที่จะตัดสินใจนำระบบใดๆ เข้ามาใช้ในองค์กร ทำให้ไม่มีการเตรียมความพร้อมของระบบ Infrastructure ให้เหมาะสมกับแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ ที่ตัดสินใจนำเข้ามาใช้ในองค์กร ทำให้ต้องมีการปะผุตรงนั้นทีตรงนี้ทีเพื่อให้แอพพลิเคชั่นใหม่นั้นสามารถทำงานได้ตามที่คาดหวังเอาไว้ โดยเฉพาะแอพพลิเคชั่นที่ต้องมีการเชื่อมต่อกับระบบเดิมขององค์กรด้วยแล้ว บางครั้งอาจจะต้องแก้ปัญหาด้วยการลดระดับความปลอดภัยลงด้วยการเปลี่ยนจากการใช้โปรโตคอลที่ปลอดภัยไปเป็นโปรโตคอลที่ไม่ปลอดภัยแทน นั่นก็เพราะว่าผู้บริหารมีความคาดหวังว่าการลงทุนแอพพลิเคชั่นใหม่แล้วจะต้องสามารถใช้ได้ตามที่โฆษณาเอาไว้โดยไม่สนใจว่าคนทำงานจะเจอกับปัญหาอะไรบ้าง ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ทำไมเวลาเกิดปัญหาขึ้นมาทีมแอพพลิเคชั่นจึงพุ่งประเด็นไปที่ความไม่เสถียรของระบบเน็ตเวิร์ก นั่นก็เพราะเป็นคำตอบที่คลาสิกที่สุดที่ผู้บริหารยอมรับฟังและเพิ่มเงินลงทุนในอุปกรณ์เน็ตเวิร์กพร้อมกับคาดหวังว่าจะได้สิ่งที่ต้องการในที่สุด

อีกหนึ่งปัญหาที่องค์กรขนาดใหญ่พบเจอก็คือพนักงานแต่ละฝ่ายต่างก็มีความชำนาญเฉพาะในงานที่ตนเองดูแลอยู่ ดังนั้นจึงขาดคนที่จะมองภาพรวมของปัญหาและวิเคราะห์ปัญหาทีละส่วนเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน และมักจะพบว่าเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นก็จะตรวจสอบส่วนของตัวเองอย่างเร็วๆ ก่อนที่จะโทษว่าเป็นปัญหาของส่วนงานอื่นแล้วปิดเคสของตัวเองทันที และบางครั้งปัญหานั้นก็หายไปเองโดยที่ยังไม่มีใครทำอะไรเลยด้วยซ้ำไป ยิ่งทำให้ยืนยันว่าปัญหาไม่ได้เกิดจากระบบที่ตนเองดูแลอยู่

ปัญหาเป็นเรื่องขององค์กร
ต้องเข้าใจเขา..เข้าใจเรา
ก่อนอื่นเราก็ควรจะต้องมีความรู้ความเข้าใจปัญหาของอุปกรณ์เน็ตเวิร์กก่อนว่าสเปกของอุปกรณ์เน็ตเวิร์กที่เราใช้งานอยู่นั้นเป็นอย่างไร มีเครื่องไม้เครื่องมืออะไรที่สามารถช่วยในการวิเคราะห์ทราฟฟิกและปัญหาประสิทธิภาพของระบบเน็ตเวิร์กอยู่บ้าง หรือแม้แต่เรื่องของ ACL และ security rule ต่างๆ ก็มีส่วนกระทบต่อประสิทธิภาพของระบบเน็ตเวิร์กเช่นกัน ดังนั้นถ้าเรามีความเข้าใจในสิ่งที่ดูแลอยู่ เราก็สามารถพูดได้เต็มปากและสามารถพิสูจน์ได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นอาจจะไม่ได้เกิดจากเน็ตเวิร์ก หรือถ้าใช่ก็สามารถแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว

Business-Hands-PC
หลังจากที่เข้าใจตัวเองแล้วสิ่งต่อไปที่ควรจะทำความเข้าใจก็คือการเข้าใจองค์ประกอบรอบข้าง เพราะบ่อยครั้งที่พบว่าปัญหาประสิทธิภาพของแอพพลิเคชั่นนั้นเกิดขึ้นจากตัวแอพพลิเคชั่นเอง หรือบางครั้งก็เกิดจากอินเตอร์เฟซระหว่างแอพพลิเคชั่น หรือแม้แต่ปัญหาจากประสิทธิภาพของเซิร์ฟเวอร์หรือระบบฐานข้อมูลก็มีส่วนทำให้ประสิทธิภาพของแอพพลิเคชั่นแย่ตามไปด้วย ดังนั้นถึงแม้ว่าข้อมูลของอุปกรณ์เน็ตเวิร์กอาจจะไม่ได้แสดงว่ามีปัญหา แต่บางครั้งถ้าเรามีความเข้าใจว่าปรกติแอพพลิเคชั่นมีการรับส่งข้อมูลอย่างไร เมื่อเกิดความผิดปกติขึ้นที่ระหว่างจุดใดก็สามารถช่วยแนะนำให้ทีมที่เกี่ยวข้องตรวจสอบได้ เช่น หากพบว่าอินเตอร์เฟซระหว่างมิดเดิ้ลแวร์กับแอพพลิเคชั่นที่มีปัญหานั้นมีทราฟฟิกน้อยลงไปหลายเท่าก็อาจจะเป็นไปได้ว่ามีการประมวลผลค้างที่มิดเดิ้ลแวร์และไม่ได้ตอบสนองกลับไปที่แอพพลิเคชั่นไม่ได้ช้าที่เน็ตเวิร์กแต่อย่างใด เป็นต้น

นอกจากปัจจัยภายในแล้ว บ่อยครั้งเราก็จะพบว่าปัจจัยภายนอกหลายๆ อย่างก็มีผลต่อประสิทธิภาพของแอพพลิเคชั่น เช่น ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตที่เราใช้งาน หรือบริการคลาวด์ต่างๆ ที่องค์กรใช้งานอยู่ ซึ่งเมื่อผู้ให้บริการภายนอกเกิดปัญหาขึ้นก็จะทำให้แอพพลิเคชั่นของเรามีปัญหาตามไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น SLA และช่องทางในการติดต่อของผู้ให้บริการที่เราเลือกใช้บริการจึงเป็นสิ่งที่องค์กรจะต้องให้ความสนใจในตอนที่ตัดสินใจเลือกใช้บริการ เพราะยิ่งมีการระบุอย่างชัดเจนเท่าใด ตอนที่เกิดปัญหาขึ้นก็จะสามารถแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วเท่านั้น

เงินไม่ใช่คำตอบสุดท้ายในการแก้ไขปัญหา
ปัญหาทุกปัญหาย่อมมีทางออกเสมอ อยู่ที่ว่าเราจะรู้สาเหตุที่แท้จริงของปัญหาหรือไม่ องค์กรส่วนใหญ่จะติดภาพว่าเวลาที่มีปัญหาประสิทธิภาพเน็ตเวิร์กก็จะขยายแบนด์วิดธ์หรือเพิ่มอุปกรณ์เน็ตเวิร์กซึ่งก็คือการใช้เงินเพื่อแก้ปัญหานั่นเอง ซึ่งการแก้ปัญหาแบบนี้จะช่วยได้เพียงชั่วคราวและปัญหาเดิมๆ ก็จะกลับมาวนเวียนเกิดขึ้นอีกเรื่อยๆ เพราะถ้าตราบใดที่ยังคงมีความเชื่อว่าปัญหาเกิดจากแบนด์วิดธ์ของเน็ตเวิร์กไม่เพียงพอ ก็คิดว่าแก้ไขปัญหาเรียบร้อยแล้ว สุดท้ายก็จะไม่ได้มีการกลับไปค้นหาว่าปัญหาที่แท้จริงนั้นเกิดจากอะไร เพราะบางครั้งแค่แก้ไขความต้องการของ user ที่ไม่จำเป็นเพียงเล็กน้อยก็ทำให้แก้ปัญหาได้แล้ว หรือบางครั้งปรับวิธีการจัดเก็บข้อมูลในระบบฐานข้อมูลนิดหน่อยก็สามารถแก้ไขได้ปัญหาได้เช่นกัน หรือแม้แต่แค่ปรับ API ที่ใช้หน่อยนึงก็ช่วยลดปัญหาได้ในระยะยาวแล้ว ซึ่งทุกวิถีทางที่ว่ามาต่างก็ต้องใช้เงินและเวลาในการแก้ไขปัญหา แต่จะช่วยป้องกันปัญหาระยะยาวมากกว่า แล้วสุดท้ายค่อยมาขยายอุปกรณ์เน็ตเวิร์กซึ่งสามารถทำได้ง่ายกว่ามาก

money_

บทสรุป
ปัญหาประสิทธิภาพของแอพพลิเคชั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับทุกองค์กรอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เหมือนกับที่มีคำกล่าวว่า โปรแกรมที่ไม่มีบั๊กนั้นไม่มีอยู่ในโลกนี้ ดังนั้นการเรียนรู้ปัญหาเพื่อหาทางป้องกันให้มีโอกาสเกิดปัญหาน้อยที่สุด รวมถึงการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วต่างหากที่ทำให้องค์กรของท่านมีชัยเหนือคู่แข่ง ดังนั้นแทนที่จะมองว่าปัญหาเน็ตเวิร์กแก้ไขไม่ได้จึงต้องทำใจยอมรับ หรือต้องลงทุนเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ดีมากขึ้น แต่การเข้าใจในระบบที่ตัวเองดูแลอยู่นั้น จะช่วยให้องค์กรสามารถใช้ประโยชน์อุปกรณ์เน็ตเวิร์กที่มีอยู่ได้เต็มประสิทธิภาพนะครับ

ที่มา : นิตยสาร Enterprise ITPro
ผู้แต่ง : สุรชาติ พงศ์สุธนะ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here